อาร์เอสยู วิสดอม ทีวี ทีวีเพื่อขุมพลังแห่งปัญญา

'โอบามา' ยกเลิกประชุมศก.ในเอเชีย

'โอบามา' ตัดสินใจยกเลิกการเดินทางไปเข้าร่วมประชุมทางเศรษฐกิจ 2 งานในเอเชียสัปดาห์หน้าแล้ว เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการสะสางปัญหาการปิดทำการหน่วยราชการ

                           4 ต.ค. 56  ทำเนียบขาวของสหรัฐ ออกแถลงการณ์เมื่อวานว่า ประธานาธิบดีโอบามา จะไม่ไปเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปก ที่อินโดนีเซีย และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกที่บรูไน ในสัปดาห์หน้า โดยประธานาธิบดี ได้โทรศัพท์แจ้งประเทศเจ้าภาพแล้ว และจะส่งนายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศ ไปประชุมแทน

                           แถลงการณ์ระบุด้วยว่า การยกเลิกกำหนดการเยือนเอเชียครั้งนี้ เป็นผลพวงจากการที่ ส.ส.พรรครีพับลิกัน ทำให้เกิดการปิดหน่วยราชการ และการยกเลิกการเยือนดังกล่าวกระทบต่อโอกาสสร้างงานผ่านการส่งเสริมการส่ง ออกสินค้าสหรัฐ และกระทบต่อความเป็นผู้นำ และผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาคที่อยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดใน โลก

                           เดิม โอบามา มีกำหนดเริ่มการเดินทางเยือน 4 ชาติเอเชียในวันเสาร์นี้ โดยจะไปเยือนอินโดนีเซีย ตามด้วย บรูไน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ได้เลื่อนการเยือนมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ไปก่อนแล้ว หลังเกิดวิกฤติชัตดาวน์ หรือปิดหน่วยราชการ

                           ทำเนียบขาวระบุว่า โอบามา จะใช้เวลาในการเจรจาโน้มน้าวให้สมาชิกสภาคองเกรสสังกัดพรรครีพับลิกัน อนุมัติงบประมาณที่จะทำให้หน่วยราชการสามารถเปิดทำการได้ตามปกติ หลังจากปิดมาตั้งแต่วันอังคาร

                           แต่จนถึงขณะนี้ทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาเรื่องการอนุมัติงบประมาณ และมีความเสี่ยงด้วยว่า จะไม่สามารถตกลงปรับเพิ่มเพดานหนี้ได้ทันก่อนเส้นตาย 17 ต.ค. โดยรีพับลิกัน ยืนยันตั้งเงื่อนไขให้ยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายประกันสุขภาพ ท่ามกลางความวิตกลงของนักลงทุนต่อผลกระทบจากการไม่ปรับเพิ่มเพดานหนี้ ที่จะทำให้สหรัฐต้องผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และคริสติน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เตือนว่า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบเลวร้ายต่อเศรษฐกิจโลกยิ่งกว่าปัญหาการปิดหน่วยราชการ เสียอีก

 

รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น เรียกร้องโอบามา เร่งแก้วิกฤติชัตดาวน์

 

                           นายทาโร่ อาโสะ รัฐมนตรีคลัง ได้เรียกร้องสหรัฐให้เร่งหาทางออกให้กับวิกฤติงบประมาณ ที่ส่งผลให้เกิดภาวะ "โกเวอร์นเมน ชัตดาวน์" และเตือนถึงเค้าลางที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

                           วิกฤติทางตันที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลมาจากการที่วุฒิสภา ซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก มีลงมติด้วยคะแนนเสียง 54 ต่อ 46 คัดค้านร่างหลักการเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายประกันสุขภาพขั้นมูลฐานของ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา หรือ "โอบามาแคร์" ออกไปอีก 1 ปี และร่างกฎหมายงบประมาณฉุกเฉินของพรรครีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ทั้งสภาคองเกรสส์ ไม่สามารถร่วมกันคลอดแผนงบประมาณใหม่ออกมาได้ก่อนกำหนดเส้นตาย ส่งผลให้รัฐบาลกลางไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ และต้องปิดหน่วยงานบางส่วนลงเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งนายอาโสะ บอกว่า ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินไปเรียบร้อยแล้ว

                           นายอาโสะ บอกว่า เขาคิดว่า ผลพวงจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็คือการที่ดอลลาร์จะถูกเทขายและเงินเยนจะถูกกว้านซื้อ โดยมูลค่าของเงินเยนได้แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ มาหลายเดือนแล้ว อันเป็นผลมาจากนักลงทุนหันไปหาเงินสกุลเยนที่ดูแล้วปลอดภัยกว่า แต่ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเรื่อยๆ ได้กลายเป็นข่าวร้ายสำหรับผู้ส่งออกชาวญี่ปุ่น เนื่องจากการส่งออกเป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่มี ขนาดใหญ่เป็นที่ 3 ของโลกแห่งนี้ ที่ต้องสูญเสียผลกำไรไปเป็นจำนวนมาก นายอาโสะ บอกด้วยว่า ถ้าไม่เร่งแก้ไขวิกฤติให้สิ้่นสุดโดยเร็ว ก็ได้เห็นผลร้ายตามมาอีกมากมายอย่างแน่นอน

                           ญี่ปุ่น เป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศในพันธบัตรสหรัฐอเมริการายใหญ่อันดับสองรองจากจีน และความเห็นของนายอาโสะ มีขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามา ยกเลิกการเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดในเอเชีย เพื่อรับมือกับวิกฤติอยู่ที่บ้าน // กระทรวงการคลังสหรัฐ เตือนว่าจะเกิดหายนะใหญ่หลวง ถ้าสภาคองเกรสส์ไม่สามารถคลอดแผนงบประมาณใหม่ รวมถึงไม่ยอมเพิ่มเพดานหนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

                           ความวิตกของนายอาโสะ คือ การผิดนัดชำระหนี้บรรดารัฐบาลทั่้วโลก ที่ถือพันธบัตรสหรัฐที่ได้ชื่อว่า เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องมากที่สุด และเป็นหัวใจสำคัญของระบบการเงินทั่วโลก แต่ถ้าไม่สามารถเพิ่มเพดานหนี้ได้ภายในวันที่ 17 ตุลาคม สหรัฐก็จะไม่มีเงินสดไปชำระหนี้ และทำให้สหรัฐต้องเข้าสู่ภาวะถดถอย เหมือนเมื่อช่วงปี 2008-2009 อีก

 

ขอบคุณข่าว

 


คลิปรายการ & ข่าวย้อนหลัง