Home » ข่าว » พรรคทหารไม่เกิด “บิ๊กตู่” ไปต่อไม่ได้ !?
พรรคทหารไม่เกิด “บิ๊กตู่” ไปต่อไม่ได้ !?

พรรคทหารไม่เกิด “บิ๊กตู่” ไปต่อไม่ได้ !?

เมืองไทย 360 องศา 

เรียกว่าเริ่มนั่งกันไม่ติดเหมือนกันสำหรับฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม จากที่มั่นใจว่า “ชัวร์” เต็มร้อยมาถึงตอนนี้เริ่มไม่มั่นคงเรื่อยๆ กลายเป็นว่ากำลังโดน “มวยรอง” อย่างพวกนักการเมืองรวมหัวกันถล่มเอาคืนแบบรายวัน 

กลายเป็นว่ารัฐบาล และตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” แม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นแบบ “ลงแรง” แต่ก็ลงมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งมาโดนแรงกระแทกจากสังคมเรื่อง “แหวนแม่ – นาฬิกายืมเพื่อน” ของ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและเครือข่ายที่อื้อฉาวแบบรายวันมันก็เหมือนกับเมาหมัดไปไม่เป็นมานานนับสัปดาห์แล้ว 

แน่นอนว่า เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปทางลบมากขึ้นมันก็ต้องหาทาง “สร้างความมั่นคง” ขึ้นมาใหม่ เพื่อรองรับอนาคตข้างหน้า แม้ว่านาทีนี้ยังไม่เห็นภาพชัดนัก แต่ก็เริ่มเห็นการเคลื่อนไหวออกมาบางอย่างออกมาให้เห็น

แน่นอนว่า หนึ่งในนั้นก็คือการตั้ง “พรรคทหาร” ที่แม้ว่าเวลานี้เป็นการ “ดักคอ” ออกมาจากฝ่ายพรรคการเมือง และนักการเมืองที่อาจได้รับผลกระทบจากพรรคที่ว่านั้นเกิดขึ้นจริง ในมุมหนึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการดักคอใส่ร้ายเอาไว้ก่อน แต่เมื่อเป็นข่าวที่ปูดออกมาจากคนพรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ เป็นตุเป็นตะว่า มี “กำนัน” ชื่อดังจากแดนใต้เป็น “กุนซือ” ช่วยเหลือ หลังจากไม่สามารถเข้ามาฮุบพรรคประชาธิปัตย์ได้สำเร็จ ซึ่งไม่ต้องบอกก็ต้องเข้าใจว่ากำนันคนดังกล่าว ก็คือ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และ อดีตเลขาฯ กปปส. นั่นเอง 

ทุกอย่างถือว่าเป็นจริงเป็นจังและสอดคล้องกันพอดี ไม่ว่าการออกโรงของ ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่กี่วันก่อนเขียนจดหมายเปิดผนึก “เบรก” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในเรื่องความเหลวการแก้จนหลังจากเข้ามายึดอำนาจผ่านมากว่า 3 ปี ทำให้ชาวบ้านจนลง 

ในทางแบ็กกราวนด์ก็ต้องเข้าใจกันว่า “นายหัวชวน” แท็กทีมกับ “บัญญัติ บรรทัดฐาน” ขาใหญ่ในประชาธิปัตย์อีกคนหนุนหลังทีม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคนละขั้วอำนาจในพรรคกับกลุ่มของ กปปส. ที่นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่ง สุเทพ ได้ประกาศชัดแจ้งแล้วว่าหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯต่อไป 

ดังนั้น ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองของ สุเทพ เทือกสุบรรณ จึงมาที่มาที่ไปและปะติดปะต่อกันกับคำพูดของ วัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ที่รับงานมาแฉ สุเทพ เทือกสุบรรณ เรื่องพรรคทหาร นั่นแหละ รวมไปถึงเมื่อพิจารณาจากข้อเสนอแก้ไขกฎหมายพรรคที่ออกมาในโทนให้ “เซตซีโร่” พรรคการเมืองใหม่ มันก็เหมือนกับเจตนาต้องการ “บอนไซ” พรรคการเมืองขนาดใหญ่ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย กันเลยทีเดียว 

หากพิจารณากันแบบ “เข้าเรื่อง” กันเลยก็ต้องฟันธงฉับไปเลย เมื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ ยึดอำนาจในพรรคประชาธิปัตย์ไม่สำเร็จ นั่นก็หมายความว่า ไม่อาจนำพาพรรคไปหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ไปต่อหลังเลือกตั้งได้ 

ส่วนพรรคเพื่อไทยของ ทักษิณ ชินวัตร นั้น มีฐานเสียงคนละขั้วแนวโน้มแม้ว่ายังไม่อาจคาดเดาได้ แต่นาทีนี้ถือว่า “ยาก” เอาไว้ก่อน โดยเฉพาะในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรตติ้งไม่ได้แรงกระฉูดเหมือนเมื่อก่อน มันถึงต้องเปลี่ยนวิถีทางใหม่ 

ดังนั้น การที่จู่ๆ สุเทพ เทือกสุบรรณ โผล่ออกมาเสนอให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองใหม่ที่ออกไปในทางเซตซีโร่พรรคการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องการตั้งพรรคใหม่ และการหาสมาชิกพรรคกันใหม่ จะด้วยข้ออ้าง “สลายขั้ว” หรือเพื่อความเป็นธรรมแบบเริ่มต้นกันใหม่ของทุกพรรคการเมืองให้ออกสตาร์ทพร้อมกัน แต่ถ้ามองให้ลึกอีกมุมหนึ่งมันก็คือการบอนไซสองพรรคใหญ่ดังกล่าวนั่นเอง หลังจากที่ดูจากแนวโน้มแล้ว “ไม่ชัวร์” ว่า จะหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ไปต่อนั่นเอง 

สำหรับ “พรรคทหาร” ที่ว่านั้นในทางข่าวถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะที่ผ่านมามีการรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวแบบนี้มานานหลายเดือนแล้ว บางครั้งมารูปของการไปต่อยอดเอาพรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็กที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ก็มีชื่อของพรรคภูมิใจไทย และดึงพรรคชาติไทย พรรคชาติพัฒนามาเป็นพันธมิตร แต่แนวทางแบบนี้ภายใต้สังคมยุคใหม่ดูแล้วอาจจะไม่เวิร์ก เพราะภาพลักษณ์ไม่ต่างจาก “ขี้หมูไหลฯ”

ดังนั้น วิธีการที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือการตั้งพรรคทหารขึ้นมารองรับ ซึ่งความหมายของพรรคทหารในที่นี้ ก็คือ พรรคที่ คสช. ให้การสนับสนุน และตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบหลังการเลือกตั้ง ตามเงื่อนไขนายกฯคนนอกตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ต้องได้คนที่มีภาพลักษณ์ดี สังคมยอมรับ แต่ปัญหาก็คือจะหาได้หรือไม่ อีกทั้งการเมืองมันก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จในเรื่องของตัวเลข แต่ขึ้นอยู่กับความศรัทธา ความหวัง หากไม่มีสองสิ่งดังกล่าว มันก็ไปต่อลำบาก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอนาคตของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะสามารถฟื้นความศรัทธากลับมาได้หรือไม่ 

ถ้าทำได้ภายใน 5 – 6 เดือนข้างหน้าก็น่าจะได้ไปต่อ และผลออกมาในทางตรงข้าม มีแต่เรื่องอื้อฉาว มีแต่เรื่องราวที่น่ารำคาญรายวันมันก็ฝืนกันลำบากเหมือนกัน!!

 

 

 

 

mgr-online-logo

Comments

comments