Home » ข่าว » “ป้อม” เสื่อมทรุด “ประยุทธ์” สบช่องตามกระแสบีบลดบทบาท!?
“ป้อม” เสื่อมทรุด “ประยุทธ์” สบช่องตามกระแสบีบลดบทบาท!?

“ป้อม” เสื่อมทรุด “ประยุทธ์” สบช่องตามกระแสบีบลดบทบาท!?

เมืองไทย 360 องศา 

ออกตัวไว้ก่อนว่าเสี่ยงเหมือนกันที่มองแบบนี้ เพราะจะกลายเป็นว่านี่คือการ “เสี้ยม” ให้พี่น้องบูรพาพยัคฆ์ที่บอกว่าคบหากันมานานหลายสิบปีแตกคอกัน แต่เมื่อพิจารณาจากภาพที่เห็นมันช่วยไม่ได้ที่จะต้องมองเห็นภาพแบบนั้น 

หากบอกว่าสภาพที่เป็นอยู่ของ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มันมีผลต่อเนื่องจากอดีตสะสมมาจนถึงปัจจุบัน ยิ่งในยุคที่กระแสโซเชียลมีเดียเป็นพลับขับดันทุกอย่างจึงกระพือแบบไฟลามทุ่ง ในยุคที่ชาวบ้านทุกคนเป็นสื่อ สามารถวิจารณ์และสื่อสารถึงกันอย่างรวดเร็ว 

คำถามก็คือสภาพ “สีเทา” ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มันเกิดขึ้นเอง หรือว่าเป็นเพราะมีสาเหตุจากบทบาทและความเคลื่อนไหวของเขาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เกิดขึ้นเพราะมี “เครือข่าย” คนใกล้ชิด ที่ถูกมองว่าโยงใยไปทุกวงการ ทั้งราชการและภาคธุรกิจ

ตัวอย่างกรณีล่าสุดที่ตามรายงานข่าวก่อนหน้านี้กรณีระบุถึง “แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน” โดยเฉพาะที่มีรายงานออกมาก่อนว่าเพื่อนนักธุรกิจให้นาฬิกามายืมใส่ มองให้ละเอียดมันก็เกิดคำถามกับชาวบ้านแล้วว่า “เพื่อนนักธุรกิจคนนั้นมันเป็นใครกัน(วะ)” ทำให้สังคมอยากรู้จักไปอีก เพราะการให้(ยืม)นาฬิการาคาแพงนับล้านบาทมันก็ต้องสนิทสนมกันมาก แล้วยังต้องถามต่อกันอีกว่าทำธุรกิจอะไรทำไมถึงได้สนิทสนมกับ “ขาใหญ่” ในรัฐบาลแบบนี้ 

นี่ว่ากันเฉพาะเรื่องปลายทางแค่ “แหวน-นาฬิกาหรู” เท่านั้น เพียงแค่นี้สำหรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เวลานี้แทบจะไม่กล้าออกไปไหนแล้ว เพราะต้องเจอกับสื่อที่ต้องซักกันอย่างละเอียด และเชื่อหรือไม่ว่ากรณีทรัพย์สินดังกล่าวที่มีมูลค่ามากเกินกว่า 2 แสนบาทที่ต้องชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเชื่อหรือไม่ว่ากรณีที่ต้องชี้แจงทรัพย์สินที่ว่านี้ยังจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของตัวองค์กรอีกด้วย โดยเฉพาะ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.ที่ถือว่ามีความใกล้ชิดแบบ “ลูกน้อง” กับ “นาย” มานาน กลายเป็นว่าการตรวจสอบจับจ้องยังต้องลามไปถึงตัวแบบเป็นลูกระนาดกันเลยทีเดียว 

ต้องบอกว่านี่คือข้อดีของสังคมยุคใหม่ ที่กระแสความรู้สึก การตื่นตัวมีมากขึ้นกว่าเดิม และเชื่อหรือไม่ว่าที่ผ่านมาในช่วงสองสามเดือนมานี้ภาพลักษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีภาพสีเทาที่ “เข้มข้น” กว่าเดิมมาก มากจนเชื่อว่ากลายเป็น “ลบ” ไปแล้ว ซึ่งส่งผลต่อ “ขาลง” ของรัฐบาลอีกด้วย 

สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงภาพลักษณ์ที่ว่าของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในเวลานี้ก็คือการ “หลบเลี่ยง” ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์กับสื่อเหมือนแต่ก่อน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นไปตามคำแนะนำของบรรดา “กุนซือ” ข้างกายให้ทำตัวเงียบเพื่อลดกระแสกดดันไปอีกสักพัก 

นั่นเป็นภาพของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ถือว่าเป็น “เบอร์สอง” ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาล แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่ออกมาค่อนข้างติดลบก็ต้องบีบให้ต้องเก็บตัวเงียบ ลดความเคลื่อนไหวในทางสาธารณะมากกว่าเดิม 

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งเมื่ออีกฝ่ายเป็นลบ มันก็ย่อมส่งผลบวกให้อีกฝ่ายโดดเด่นขึ้นมาแบบ “เนียนๆ” ซึ่งในที่นี้ก็ต้องพุ่งเป้าสายตาไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และแม้ว่าที่ผ่านมาทั้งคู่ต่างเติบโตกันมาในลักษณะ “นาย” กับ “ลูกน้อง” โดยฝ่ายหลังคือลูกน้อง เพราะโตมาทีหลังในเส้นทางจากกองทัพ และด้วยวัฒนธรรมและธรรมเนียมทหารที่ต้องฟังนายหรือผู้บังคับบัญชา ย่อมมีความเกรงใจกันอยู่ตลอดเวลา ดังจะเห็นได้จากกรณีของทั้งคู่ ที่มักปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าหากพิจารณาจากภาพลักษณ์ที่ออกไปทางด้านลบ แต่ในทางการเมืองและในการสนับสนุนจากกองทัพส่วนหนึ่งก็ยังเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังต้องการพลังสนับสนุนจาก เครือข่ายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขณะเดียวกันมองในมุม “ทางลึก” ที่น่าจะบอกใครไม่ได้ การมี พล.อ.ประวิตร เอาไว้ก็เป็นผลดีในแง่ที่ว่าแรงกระแทกแทบทั้งหมดจะพุ่งตรงไปที่ “พี่ใหญ่” คนนี้รับไปเต็มๆ ส่งผลทำให้ “น้องเล็ก” คนนี้ดู “หล่อ” ขึ้น และโดดเด่นขึ้นเป็นกอง 

ดังนั้นแอ็กชันที่แสดงออกมาทำนองว่าขอร้องอย่าไปไล่บี้ พล.อ.ประวิตรนักเลย หรือการออกมาการันตีในเรื่องผลงาน มันก็ยิ่งไปกระตุ้นกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมหนักขึ้นไปอีก เหมือนกับภาพที่เห็นในเวลานี้ที่เกิดการตรวจสอบแผ่กว้างออกไปไกล มีการตรวจสอบย้อนหลังจนมีแนวโน้มว่านัยจากนี้ไป พล.อ.ประวิตร จะต้องเสียเวลาไปกับการชี้แจงปกป้องภาพลักษณ์ของตัวเอง 

แม้ว่านาทีนี้พิจารณากันตามรูปการณ์แล้วพี่น้องบูรพาพยัคฆ์คู่นี้คงยัง “ตัดไม่ตาย ขายไม่ขาด” ต้องกอดคอกันต่อไป แต่ด้วยกระแสสังคมที่กดดันเข้ามาจนเป็นแรงบีบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต้องลดการเคลื่อนไหวและลดบทบาทลงไป ขณะเดียวกันก็ย่อมเป็นผลบวกกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สะดวกกับการ “ตามน้ำ” แบบไม่ให้เสียความรู้สึกต่อกันมากนัก!

 

 

 

 

 

mgr-online-logo

Comments

comments