Home » ข่าว » “ประกันสังคม” ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ เพิ่มบำนาญหลังเกษียณ-โบนัสก้อนโต!
“ประกันสังคม” ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ เพิ่มบำนาญหลังเกษียณ-โบนัสก้อนโต!

“ประกันสังคม” ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ เพิ่มบำนาญหลังเกษียณ-โบนัสก้อนโต!

เลขาธิการ สปส. เผย เตรียมสรุปผลสำรวจ เสนอบอร์ดฯ เพื่อเลือกแนวทางที่ดีที่สุดในการขยายอายุบำนาญ พร้อมออปชันหลังเกษียณยังสามารถเลือกรับการรักษาในระบบประกันสังคมได้ ขณะที่เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางการส่งเงินสมทบเพิ่มจาก 750 เป็น 1,000 บาท ชี้สิทธิประโยชน์เพียบ ค่าคลอดบุตร 3 หมื่น ถูกไล่ออกรับ 6 หมื่น พิการได้รายละหมื่นตลอดชีพ แต่ถ้าเสียชีวิตรับสูงสุด 1.2 แสน อีกทั้งหลังเกษียณจะได้รับบำนาญรายเดือนเพิ่มขึ้นจากของเดิมบวกโบนัสตามสูตรใหม่ 

ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” อย่างเต็มรูปแบบโดยสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนประชากรในวัยทำงานมีแนวโน้มลดลง จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ต้องพิจารณาปรับรูปแบบในการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญให้แก่ผู้ประกันตนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบันและรองรับความจำเป็นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สปส.จึงได้ดำเนินการ “ปฏิรูประบบบำนาญกองทุนประกันสังคม” เริ่มจากการจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการปฏิรูปฯ โดยการศึกษาของนักวิชาการ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) คณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการประกันสังคม จากนั้นจึงจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากลูกจ้างและนายจ้างทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาคต่างๆ เกี่ยวกับข้อเสนอตามแนวทางดังกล่าว จำนวน 12 ครั้ง พร้อมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม เพื่อเก็บรวบรวมความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องและนำมาสรุปหาแนวทางที่ดีที่สุดต่อไป ล่าสุดได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นครบทั้ง 12 ครั้งแล้ว

นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม
นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม


ส่วนขั้นตอนต่อไปจะดำเนินการอย่างไร และจะได้ข้อสรุปเมื่อไรนั้น นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงว่า จากนี้ก็จะเป็นขั้นตอนของการรวบรวมความเห็นทั้งหมดแล้วนำมาวิเคราะห์ข้อดีข้อด้อยของแต่ละแนวทาง ประมวลข้อมูลของแนวทางต่าง ๆ ว่าเห็นด้วยเพราะอะไร ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร มีข้อเสนอแนะใหม่อะไรบ้าง อะไรทำได้ อะไรที่ต้องรอ โดยจะใช้เวลาในขั้นตอนนี้ประมาณ 1 เดือน จากนั้นจะนำข้อมูลดังกล่าวเสนอต่อ “คณะกรรมการประกันสังคม” เพื่อพิจารณาคัดเลือกแนวทางที่ดีที่สุดต่อไป ส่วนจะใช้เวลานานเท่าไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการฯ

จุดประสงค์ในการขยายอายุในการรับบำนาญก็เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ปัจจุบันคนเรามีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น จำเป็นต้องมีเงินยังชีพเพียงพอที่จะใช้จ่ายในวัยชรา ยิ่งผู้ประกันตนอยู่ในระบบประกันสังคมนานก็จะยิ่งได้รับเงินบำนาญและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากขึ้น ตรงนี้จะช่วยลดภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” เลขาธิการ สปส. กล่าว


4 แนวทาง ขยายอายุบำนาญ

ทั้งนี้ในการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมานั้นเป็นการหารือถึงแนวทางการดำเนินการใน 2 ประเด็นหลักคือเรื่องขยายอายุบำนาญชราภาพ กับการปรับสูตรค่าจ้างในส่วนของการขยายอายุบำนาญชราภาพนั้น มีการพิจารณาทางเลือก 4 แนวทาง ประกอบด้วย

แนวทางที่ 1 คงอายุการมีสิทธิรับบำนาญไว้ที่ 55 ปี เงื่อนไขและเงินบำนาญแบบเดิม คือ ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน โดยกำหนดสูตรการคำนวณเงินบำนาญ = [20% + (1.5% x จำนวนปีที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน)] x ค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย]

แนวทางที่ 2 ขยายอายุการมีสิทธิรับบำนาญตามหลักสากล คือ 60 ปี โดยจะทยอยปรับเพิ่มอายุการมีสิทธิรับบำนาญตั้งแต่ 56-60 ปีอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการขยายอายุการมีสิทธิจะประกาศล่วงหน้า โดยกำหนดด้วย ปี พ.ศ. เกิดของผู้ประกันตน (ใช้สูตรการคำนวณบำนาญสูตรเดียวกับแนวทางที่ 1 แต่จะได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นเนื่องจากจำนวนปีในการส่งสมทบเพิ่มขึ้น)

อีกทั้งผู้ที่มีสิทธิรับบำนาญเดิม (ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือนและอายุ 55 ปี) แต่ไม่สามารถทำงานจนถึงอายุที่มีสิทธิรับบำนาญใหม่ได้ จะได้รับบำเหน็จชดเชยช่วงเปลี่ยนผ่าน อาทิ หากมีการขยายอายุมีสิทธิรับบำนาญเป็นอายุ 57 ปี แต่ต้องออกจากงานตอนอายุ 55 ปี จะได้รับบำเหน็จ 20 เท่าของบำนาญ 1 เดือน จากนั้นเมื่ออายุถึง 57 ปีจะได้รับบำนาญรายเดือนไปจนตลอดชีพ (บำเหน็จชดเชยช่วงเปลี่ยนผ่านจะได้รับตามจำนวนเดือนที่ต้องรอคอยแต่ไม่เกินระยะเวลาชดเชยที่กำหนด) (ดูตารางประกอบ)


แนวทางที่ 3 ขยายอายุการมีสิทธิรับบำนาญตามหลักสากล คือ 60 ปี โดยจะทยอยปรับเพิ่มอายุการมีสิทธิรับบำนาญ ตั้งแต่ 56-60 ปีอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการขยายอายุการมีสิทธิจะประกาศล่วงหน้า โดยกำหนดด้วย ปี พ.ศ. เกิดของผู้ประกันตน (ใช้สูตรการคำนวณบำนาญสูตรเดียวกับแนวทางที่ 1 แต่จะได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นเนื่องจากจำนวนปีในการส่งสมทบเพิ่มขึ้น) และสามารถเลือกรับสิทธิประโยชน์บำเหน็จไปส่วนหนึ่งก่อนครบอายุรับบำนาญ แต่เมื่อครบอายุรับบำนาญจะได้รับบำนาญในจำนวนที่ลดลงโดยมีหลักเกณฑ์ 3 ประการคือ 

        1) ใช้แนวทางการขยายอายุรับบำนาญขั้นต่ำตามแนวทางที่ 2 

2) ผู้ที่มีสิทธิรับบำนาญเดิมแต่ไม่สามารถทำงานจนถึงอายุที่มีสิทธิรับบำนาญใหม่ได้ สามารถเลือกรับบำเหน็จก่อนครบอายุมีสิทธิรับบำนาญได้ส่วนหนึ่ง โดยคำนวณเป็นอัตราส่วนจากเงินออมในบัญชี ไม่เกินร้อยละ 30 แต่เมื่ออายุครบสิทธิรับบำนาญจะได้รับบำนาญลดลง

3) ผู้ที่เกิดหลังจากปีที่ประกาศกำหนดจะมีสิทธิรับบำนาญที่อายุ 60 ปี และไม่สามารถเลือกรับบำเหน็จส่วนหนึ่งได้

แนวทางที่ 4 ขยายอายุรับบำนาญขั้นต่ำ คือ 60 ปี เฉพาะผู้ประกันตนใหม่ (ใช้สูตรการคำนวณบำนาญสูตรเดียวกับแนวทางที่ 1 แต่จะได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นเนื่องจากจำนวนปีในการส่งสมทบเพิ่มขึ้น) ส่วนผู้ประกันตนเดิมสามารถเลือกรับสิทธิประโยชน์บำเหน็จไปส่วนหนึ่งก่อนครบอายุรับบำนาญ แต่เมื่อครบอายุรับบำนาญจะได้รับบำนาญในจำนวนที่ลดลง โดยมีหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ 1) ขยายอายุรับบำนาญขั้นต่ำเฉพาะผู้ประกันตนใหม่ มีอายุรับบำนาญขั้นต่ำ 60 ปี 2) ผู้ประกันตนเดิม สามารถเลือกรับบำนาญได้เมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป 3) ผู้ประกันตนเดิมที่มีสิทธิรับบำนาญและอายุมากกว่า 55 ปี จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม โดยสามารถเลือกรับบำเหน็จได้ส่วนหนึ่งตามระยะเวลาการส่งเงินสมทบ โดยคำนวณเป็นอัตราส่วนจากเงินออมในบัญชี ไม่เกินร้อยละ 30 แต่เมื่ออายุครบสิทธิรับบำนาญจะได้รับบำนาญลดลง

ทั้งนี้นอกจากจะมีการขยายอายุการมีสิทธิรับบำนาญแล้ว สำนักงานประกันสังคมยังได้ปรับสูตรการคำนวณเงินบำนาญเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรม สร้างความเสมอภาคให้กับระบบบำนาญ โดยปรับค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย เป็นค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบตลอดระยะการทำงาน และมีการปรับมูลค่าของค่าจ้างแต่ละเดือนให้เป็นมูลค่าปัจจุบันก่อนนำมาเฉลี่ย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับบำนาญเพิ่มขึ้น นำไปสู่บำนาญที่เพียงพอของผู้ประกันตนทุกกลุ่ม รวมทั้งมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ผู้รับบำนาญด้วย โดยผู้รับบำนาญสามารถเลือกรับการประกันสุขภาพต่อเนื่องหลังออกจากการเป็นผู้ประกันตนได้ โดยยอมให้สำนักงานประกันสังคมหักบำนาญส่วนหนึ่งเป็นเบี้ยประกันสุขภาพ


เพิ่มเงินสมทบ เพิ่มสิทธิประโยชน์

อย่างไรก็ดีในการปรับฐานค่าจ้างคำนวณเงินสมทบนั้น สำนักงานประกันสังคมได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม จำนวน 5 ครั้ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2559 ในพื้นที่ทั้ง 4 ภาค และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากการรับฟังความเห็นของลูกจ้างและนายจ้างดังกล่าวข้างต้น ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าควรปรับเพิ่มจากเดิมที่จัดเก็บเงินสมทบ 5% ของฐานค่าจ้างตั้งแต่ 1,650-15,000 บาท ซึ่งจำนวนเงินสมทบจะอยู่ที่ตั้งแต่ 83 บาท ถึง 750 บาทต่อเดือน เป็นจัดเก็บเงินสมทบ 5% ของฐานค่าจ้างตั้งแต่ 3,600-20,000 บาท ซึ่งทำให้จำนวนเงินสมทบอยู่ที่ตั้งแต่ 180 บาท จนถึง 1,000 บาทต่อเดือน โดยการส่งเงินสมทบที่เพิ่มนั้นจะส่งผลให้เงินบำนาญที่ได้รับในอนาคตเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้

สูตรการคำนวณบำนาญคือ เงินบำนาญ = [20% + (1.5% x จำนวนปีที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน)] x ค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย] ดังนั้นเมื่อปรับเพิ่มฐานค่าจ้างคำนวณเงินสมทบจาก 1,650-15,000 เป็น 3,600-20,000 บาท ก็จะทำให้เงินบำนาญที่ได้รับเพิ่มด้วย

นอกจากเงินบำนาญที่เพิ่มขึ้นแล้ว ผู้ที่จ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจะได้รับสิทธิต่าง ๆ เพิ่มขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น เดิม ส่งเงินสมทบ 750 บาท ซึ่งคิดจากฐานค่าจ้าง 15,000 บาท ปรับเป็นส่งเงิน 1,000 บาท โดยคิดจากฐานค่าจ้าง 20,000 บาทนั้น ในกรณีเจ็บป่วยจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ เพิ่มจากเดือนละ 7,500 บาท เป็นเดือนละ 10,000 บาท ส่วนลูกจ้างที่ตั้งครรภ์จะได้รับเงินสงเคราะห์เพื่อการคลอดบุตรเพิ่มจากเดือนละ 7,500 บาท เป็นเดือนละ 10,000 บาท รวม 3 เดือน เท่ากับได้รับเงินเพิ่มขึ้นจาก 22,500 บาท เป็น 30,000 บาท


กรณีลาออกหรือสิ้นสุดระยะเวลาการจ้าง เดิมจะได้รับเงินชดเชยการว่างงาน 13,500 บาท (30% ของค่าจ้าง 15,000 บาท จำนวน 90 วัน) ปรับเพิ่มเป็น 18,000 บาท (30% ของค่าจ้าง 20,000 บาท จำนวน 90 วัน) ส่วนกรณีถูกเลิกจ้างหรือเข้าโครงการเกษียณก่อนอายุ เดิมจะได้รับเงินชดเชยการว่างงาน 45,000 บาท ((50% ของค่าจ้าง 15,000 บาท จำนวน 180 วัน) ปรับเพิ่มเป็น 60,000 บาท (50% ของค่าจ้าง 20,000 บาท จำนวน 180 วัน)

กรณีทุพพลภาพไม่รุนแรง เดิมจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้เดือนละ 4,500 บาท (30% ของค่าจ้าง 15,000 บาท) เป็นระยะเวลา 180 เดือน หรือ 15 ปี ปรับเพิ่มเป็นเดือนละ 6,000 บาท (30% ของค่าจ้าง 20,000 บาท)เป็นระยะเวลา 180 เดือนเช่นกัน ส่วนกรณีทุพพลภาพรุนแรง เดิมจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้เดือนละ 7,500 บาท (50% ของค่าจ้าง 15,000 บาท) ตลอดชีวิต ปรับเพิ่มเป็นเดือนละ 10,000 บาท (50% ของค่าจ้าง 20,000 บาท) ตลอดชีวิต

กรณีเสียชีวิต หากส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 36 เดือน แต่ไม่ถึง 120 เดือน จะได้รับเงินสงเคราะห์เพิ่มจาก 30,000 บาท (50% ของค่าจ้าง 15,000 บาท คูณด้วย 4) เป็น 40,000 บาท (50% ของค่าจ้าง 20,000 บาท คูณด้วย 4) แต่หากส่งเงินสมทบ 120 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์เพิ่มจาก 90,000 บาท (50% ของค่าจ้าง 15,000 บาท คูณด้วย 12) เป็น 120,000 บาท (50% ของค่าจ้าง 20,000 บาท คูณด้วย 12)

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ย้ำว่า การขยายอายุบำนาญและขยายฐานค่าจ้างในการส่งเงินสมทบจะทำให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือต้องประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจให้ผู้ประกันตนทราบถึงสิทธิที่ตนเองจะได้รับเพื่อให้เขาได้ใช้ประโยชน์ต่าง ๆ จากประกันสังคมอย่างเต็มที่ และมีความรู้ความเข้าใจว่าประกันสังคมคือระบบที่ส่งเสริมการออมเพื่อประกันความเสี่ยงในกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ

 

 

 

 

 

 

mgr-online-logo

Comments

comments