Home » ข่าว » “ประยุทธ์” ลุ้นตัวโก่ง-โค้งสุดท้ายไม่เวิร์กม้วนเสื่อ !?
“ประยุทธ์” ลุ้นตัวโก่ง-โค้งสุดท้ายไม่เวิร์กม้วนเสื่อ !?

“ประยุทธ์” ลุ้นตัวโก่ง-โค้งสุดท้ายไม่เวิร์กม้วนเสื่อ !?

เมืองไทย 360 องศา 

เริ่มประชุมคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 5” กันนัดแรกเมื่อวันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม และมีการแบ่งงานกันไปเรียบร้อยแล้ว หากสังเกตให้ดีเที่ยวนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะ “เข้ม” เป็นพิเศษ พิจารณาจากหนังสือสั่งการกับบรรดารัฐมนตรีทั้งเก่าและใหม่ มีความยาว 3 หน้ากระดาษเอสี่ โดยหนึ่งในนั้นมีการกำชับกันแบบเคร่งเครียดด้วยว่า “หากข้าราชการคนไหนเกียร์ว่างก็ให้ย้ายทันที”

หากพิจารณาจากสถานการณ์ความเป็นจริงมันก็พอเข้าใจได้ไม่ยาก ว่า มันเคร่งเครียดจริงๆ เพราะถ้านับตามระยะเวลาที่เหลืออยู่เพียงแค่ปีเศษ หรือแค่ตัวเลขกลมๆ ก็แค่ 1 ปีเท่านั้น ซึ่งด้วยเวลาที่เหลือสั้นๆ แบบนี้และมองเห็นว่าถึงอย่างไรก็เลี่ยงเลือกตั้งไม่พ้น แม้ว่าในทางทฤษฎีจะสามารถยื้อเวลาให้ได้นานที่สุดก็ตาม 

ขณะเดียวกัน ด้วยเวลาอันจำกัดแบบนี้แหละ มันก็มักเจอ “เกียร์ว่าง” ของพวกข้าราชการตัวแสบ ที่รอ “นายเก่า” จากฝ่ายการเมืองที่เคยอุ้มชูกันมากลับมาอีกรอบ ดังนั้น การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกคำสั่งแบบเปิดไฟเขียวให้แบบนี้มองอีกมุมหนึ่งมันก็เหมือนกับการอ่านเกมขาด หรือไม่ก็เห็นความเคลื่อนไหวดังกล่าวมาแล้ว และเริ่มมีผลต่อผลงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา และมีแนวโน้มไปถึงอนาคตที่เวลาเหลืออยู่อันจำกัด 

นอกเหนือจากนี้ หากพิจารณาจากการแบ่งงานของนายกรัฐมนตรีที่คราวนี้ อาจเป็นครั้งแรกที่ถือว่า “เบ็ดเสร็จ” และครอบคลุม เพื่อหวังผลสัมฤทธิ์ตามแผนยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน โดยแยกฝ่ายความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมออกมาอย่างชัดเจน แบบที่ทับซ้อนกันน้อยที่สุด ซึ่งไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน 

คราวนี้หากโฟกัสก็ต้องมุ่งไปที่ฝ่ายเศรษฐกิจที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้น้ำหนักมากเป็นพิเศษเหมือนกับว่าฝากความหวังไว้ที่ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่นำโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นหลัก โดยคราวนี้มีการแบ่งงานให้กำกับดูแลกันแบบครบวงจร มีการเพิ่มเติมงานกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกเหนือจากก่อนหน้านี้ที่กำกับดูแล กระทรวงคมนาคม พาณิชย์ อุตสาหกรรม และ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยเฉพาะคราวนี้มีการดึงกระทรวงเกษตรฯเข้ามา จากเดิมที่ในยุคที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีอยู่ในการกำกับดูแลโดยตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากการแบ่งงานกันดังกล่าว ทำให้สามารถประสานกันได้ในกระทรวงหลักคือ กระทรวงต่างประเทศ พาณิชย์ เกษตรฯ อุตสาหกรรม และคลัง และยังมีกระทรวงการท่องเที่ยวฯ สำหรับบุกเบิกในด้านการท่องเที่ยวชุมชนมากขึ้น 

ลักษณะที่ออกมาเหมือนกับเป็น “แพกเกจ” ครบวงจรดังกล่าว และหากพิจารณาก่อนหน้านี้ที่มีการย้ำว่าในปี 2561 รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับฐานรากเป็นหลัก โดยมาตรการสำคัญ ก็คือ จะพยายามยกระดับราคาสินค้าเกษตรตัวหลัก การต่อยอดการแก้ปัญหาผู้มีรายได้น้อยจากที่มีการลงทะเบียนเอาไว้กว่า 11 ล้านคน จะเน้นแก้ปัญหาแบบยั่งยืน นั่นคือ การอบรมฝึกอาชีพ เพิ่มการศึกษา และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในแบบผู้ค้ารายย่อย 

ที่ผ่านมา จุดอ่อนของรัฐบาล คสช. ที่ถูกโจมตีและวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ก็คือ เรื่องปัญหา “ปากท้อง” รายได้ของชาวบ้านไม่พอจ่าย เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าพอใจ แต่ปัญหาก็คือ ไม่ได้กระจายลงไปถึงชาวบ้านระดับล่าง แต่จะกระจุกอยู่แค่ระดับกลุ่มทุนใหญ่เท่านั้น 

เมื่อพิจารณาจากการแบ่งงานของนายกรัฐมนตรีคราวนี้ มันก็เหมือนกับการทุ่มหมดหน้าตัก แยกกันให้ชัดเจนไปเลยงานด้านความมั่นคงเพียวๆ ก็อยู่ในการกำกับของ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยไม่ต้องมาคร่อมงานด้านเศรษฐกิจเหมือนก่อน ขณะที่งานด้านเศรษฐกิจ มอบให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รับไปขับเคลื่อนให้เต็มกำลัง ซึ่งฝากความหวังเอาไว้กับทีมนี้แหละ เพราะหากพลาด หรือไม่เข้าเป้าก็ต้อง “ม้วนเสื่อ” กันไปยกทีม แบบไม่มีข้ออ้างกันอีกแล้ว 

ขณะเดียวกัน สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา งานนี้ถือว่า “เดิมพัน” สูง สุดระทึก เพราะด้วยเวลาที่เหลืออันจำกัด กระชั้นเข้ามา ไหนจะมีพวกนักการเมืองที่เริ่มดาหน้าออกมาบี้เป็นรายวัน เนื่องจากรู้ว่าถึงอย่างไรก็ต้อง “ปลดล็อก” เพียงแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น และช่วงเวลาแบบนี้ไม่มีการเกรงใจมีแต่แรงขึ้นทุกวัน 

ดังนั้น หากบอกว่าช่วงเวลาที่เหลืออีกประมาณแค่ปีเศษ มันก็เหมือนกับการชี้ชะตากันทั้งทีม โดยเฉพาะทีม คสช. ว่า จะได้ไปต่อหรือจบเห่ต้องม้วนเสื้อกลับบ้าน น้ำหนักก็ต้องอยู่ที่ทีมเศรษฐกิจว่าจะทำได้ตามเป้าหรือไม่ แต่ขณะเดียวกันเรื่องอื่นก็ต้องห้ามพลาด

ประเภทเรื่องอื้อฉาวของ “พี่ใหญ่ – พี่รอง” หากผุดออกมาซ้ำรอยเดิมอีกก็ตัวใครตัวมัน !!

 

 

 

 

mgr-online-logo

Comments

comments