Home » ข่าว » การศึกษา » “กัญชารักษามะเร็ง เรื่องจริงหรือลวงโลก” โดย สถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย ม.รังสิต
“กัญชารักษามะเร็ง เรื่องจริงหรือลวงโลก” โดย สถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย ม.รังสิต

“กัญชารักษามะเร็ง เรื่องจริงหรือลวงโลก” โดย สถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย ม.รังสิต

แพทย์แผนไทยประยุกต์ แวสะมิง แวหมะ
รองคณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต

“กัญชารักษามะเร็ง” เป็นประโยคที่หลายๆคนคงเคยได้ยินและเกิดข้อสงสัยว่าจริงหรือไม่ ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์สากลแล้วว่า กัญชาเป็นสมุนไพรที่ช่วยทำให้นอนหลับ ลดอาการปวด ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ทำให้เจริญอาหาร ลดอาการเครียด แก้โรคลมชัก คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งลดผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งโดยใช้คีโมบำบัดหรือฉายแสง 

ในปัจจุบันมีงานวิจัยทดลองสารสกัดจากกัญชากับเซลล์มะเร็งที่ถูกบันทึกปรากฏอยู่ในศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา(The National Center for Biotechnology Information) จำนวนกว่า 121 ชิ้น ที่มีอยู่ในรายงานวารสารทางการแพทย์ชั้นนำของโลก ทั้งในหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และยังมีรายงานเป็นกรณีศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งภายหลังจากการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันมาแล้ว[1]

แต่อย่างไรก็ตามเบาะแสจากงานวิจัยพบว่า ถึงแม้การใช้สารสกัดกัญชาในหลอดทดลองสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด ในสัตว์ทดลองสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้[2][3] และมีกรณีศึกษาที่ปรากฏอยู่ในวารสารทางการแพทย์ว่ามีผู้ป่วยมะเร็งซึ่งล้มเหลวในการรักษาด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบัน พบว่าส่วนใหญ่เซลล์มะเร็งลดลงและตอบสนองต่อสารสกัดกัญชา แต่ผู้ป่วยเหล่านั้นก็เสียชีวิตในท้ายที่สุดอยู่ดี [4] [5]

อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข่าวสารในสื่อมวลชน และโซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่ได้ถูกบันทึกในวารสารทางการแพทย์ พบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ไม่ได้รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แอบลักลอบรักษาตัวเองด้วยน้ำมันกัญชา จนหายป่วยและรอดชีวิตได้จริง ทั้งๆที่แพทย์ระบุว่าเป็นโรคมะเร็งในระยะที่ 3-4 หรือระยะสุดท้าย หรือระบุว่าจะมีชีวิตรอดอยู่ไม่นาน โดยมีข้อน่าสังเกตว่าผู้ป่วยเหล่านั้นไม่ได้ใช้กัญชาเป็นยาเดี่ยวแต่เพียงอย่างเดียว แต่ใช้การบำบัดวิธีอื่นผสมผสานด้วย เช่น โภชนาการบำบัด จิตบำบัด การล้างพิษ สมาธิบำบัด สมุนไพรบำบัด น้ำผักบางชนิด ฯลฯ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งในรูปแบบบูรณาการสุขภาพองค์รวมอาจเป็นการรักษาที่เหมาะสมที่สุด[6] 

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเริ่มกลับมาศึกษาและวิจัยวิธีการใช้สารสกัดกัญชาอยู่นั้น กลับพบว่าแพทย์แผนไทยได้มีการใช้กัญชาเป็นสมุนไพรในการรักษาโรคมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะได้มีบันทึกการใช้กัญชาเป็นยาตำรับเพื่อรักษาโรคมาหลายร้อยปีตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา 

“กัญชา” เป็นตัวยาหนึ่งในหลายตำรับยา ในคัมภีร์ธาตุพระนารายณ์ ฉบับใบลาน ซึ่งคัมภีร์นี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติไปเรียบร้อยแล้ว[7] 

ยิ่งไปกว่านั้น ในคัมภีร์แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ อันเป็นตำราแพทย์แผนไทยฉบับหลวงซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้จางวางแพทย์ คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอมฤทธิ์กรมหมื่นภูบดีราชหฤทัย พระราชโอรสในรัชกาลที่ 3 เป็นประธานในการชำระความถูกต้องเป็นพระคัมภีร์แพทย์แผนไทยทั้งมวล ปรากฏว่ามีสูตรตำรับยาหลวงที่มี “กัญชา” เป็นตัวยาเข้าร่วมด้วยอย่างน้อยถึง 10 ตำรับด้วยกัน 

ตัวอย่างตำรับยาที่มีกัญชาเข้าร่วมอยู่ด้วยและอาจเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งในปัจจุบันนั้น มีอยู่ในคัมภีร์ยาสำหรับเด็กและสตรี ตำรับยาว่าด้วยโรคลม ตำรับยาที่เกี่ยวกับริดสีดวงมหากาฬ ตำรับยาที่ว่าด้วยโรคเกี่ยวกับฝีเน่าเปื่อย ตำรับยาว่าด้วยอาการบิดมูกเลือด ท้องเสียในสตรี รวมถึงคัมภีร์ยากษัย ที่ว่าด้วยความเสื่อมของร่างกาย เป็นต้น “กัญชา” ในพระคัมภีร์สรรพคุณ ได้ระบุสรรพคุณเอาไว้ว่า

“กัญชาแก้ไข้ผอมเหลือง หากำลังมิได้ ให้ตัวสั่น เสียงสั่น เป็นด้วยวาโยธาตุกำเริบแก้นอนไม่หลับ” [8] ทั้งนี้ไม่มีข้อความใดในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ที่ระบุว่ากัญชาเป็นพืชสมุนไพรมีพิษหรือมีโทษร้ายแรงแต่อย่างใด 

ดังนั้นตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ จึงเป็นภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยของชาติที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้ จะเห็นได้ว่าภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในอดีตอาจมีความเข้าใจวิธีการใช้สมุนไพรเป็นตำรับยาได้ดีกว่าคนในยุคปัจจุบัน 

ตัวอย่างเช่นในตำรับยาสมุนไพรไทยนั้นมีการผสมผสานด้วยการใช้สมุนไพรหลายชนิดเข้าด้วยกัน มียาหลัก ยารอง ยาเสริม อันแสดงถึงความละเอียดลึกซึ้งในการใช้กัญชาที่มากกว่าคนในยุคปัจจุบัน ดังเช่น การใช้กัญชาผสมกับสมุนไพรตัวอื่นอย่างไรถึงจะไม่เกิดพิษ ใช้ในขั้นตอนใดถึงจะไม่เป็นอันตราย เพื่อให้ได้ผลและปลอดภัย มากกว่าคนในยุคปัจจุบัน 

เพราะในยุคปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยทั่วโลกเพิ่งจะเริ่มศึกษาและวิจัยหาวิธีการใช้สารสกัดกัญชาเป็นยาเดี่ยวเพื่อมาบรรเทาอาการผลข้างเคียงภายหลังจากการคีโมหรือฉายแสงแล้ว หรืออยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาเป็นยาเดี่ยวด้วยความหวังว่าจะรักษาโรคมะเร็งได้โดยตรงในอนาคต

หลักฐานการใช้คำว่า โรคมะเร็ง เป็นครั้งแรก ปรากฏอยู่ในราชกิจจานุเบกษา สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เรื่อง มรณกรรมของหลวงธรรมศาสตร์ อายุ 78 ปี ระบุว่า “เป็นโรคมะเร็งกรามช้างมาช้านานแล้ว แต่ไม่ร้ายแรงนัก หลวงธรรมศาสตร์มาตายเอาเพราะโรคท้องร่วง” [9] แสดงให้เห็นว่าคนในยุคก่อน โรคมะเร็งเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงน่ากลัว เพราะคนในยุคนั้นอาจจัดการกับโรคนี้ได้ไม่ยากเย็นนัก จึงสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้นาน หรืออาจจะหมายความว่า นิยามของคำว่าโรคมะเร็งในยุคนั้นแตกต่างจากยุคนี้ก็ได้

ในยุคสมัยรัชกาลที่ 4 เรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 5 ยังไม่มีฟิล์มเอกซเรย์ ไม่มีเครื่องซีที สแกน ไม่มีการตรวจเซลล์มะเร็งในเลือด และยังไม่มีการถอดรหัสพันธุกรรม จึงมีความเป็นไปได้ว่าโรคที่เป็นโรคมะเร็งในยุคนี้ อาจจะไม่ได้เรียกโรคมะเร็งในยุคนั้นก็ได้ ในขณะเดียวกัน โรคที่เรียกว่าเป็นโรคมะเร็งในยุคนั้น ก็อาจจะไม่ได้เรียกว่าโรคมะเร็งในยุคนี้ก็ได้เช่นเดียวกัน

ตัวอย่างกรณีศึกษาการใช้กัญชา ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่อยู่ใน “คัมภีร์กษัย” เพื่อมารักษาโรคๆหนึ่ง ที่เรียกในยุคนั้นว่า “โรคลมกษัยทั้งปวง” ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูว่าเหมือนหรือใกล้เคียงกับโรคมะเร็งในยุคปัจจุบันเพียงใด ยาตำรับนี้มีชื่อว่า “ยาอัมฤตโอสถ” ซึ่งระบุในคัมภีร์กษัยที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ความว่า[10] 

“ร่างกายมีอาการเสื่อม ทรุดโทรม ผอมแห้ง ไม่มีเรี่ยวแรง เท้าเย็น กินไม่ได้นอนไม่หลับ ถ่ายเป็นมูกเลือด อาเจียนเป็นเลือด และให้ท่านที่เป็นแพทย์จะต้องปรุงแต่งยาที่ชื่อว่า ยาอัมฤตโอสถ แก้ลมกษัยทั้งปวง โดยให้เอาสมุนไพร สหัสคุณ 1 แก่นแสมทะเล 1 รากส้มกุ้ง 1 ลูกมะตูม 1 ลูกมะแหน 1 ลูกพิลังกาสา 1 สมอเทศ 1 สมอไทย 1 โกศเขมา 1 เทียนดำ 1 เทียนขาว 1 ลูกจันทน์ 1 ดอกจันทน์ 1 กระวาน 1 กานพลู 1 เบี้ยผู้เผา 1 เอาสิ่งละ 3 ส่วน เอากัญชา 10 ส่วน เอาพริกไทย 2 เท่ายาทั้งหลาย ตำผง กระสายยักย้ายใช้ให้ชอบโรคทั้งหลายเถิด ตำราหลวง 2 ขนานเท่านี้แล” 

เมื่อพิจารณาพิเคราห์ตำรับยาอัมฤตโอสถดังตัวอย่างข้างต้นนี้ จะสังเกตได้ว่า ถึงแม้โรคนี้ในยุคปัจจุบันเรียกว่าโรคมะเร็ง ตัวยาหลักก็ไม่ใช่กัญชา แต่ยาหลักกลับเป็น “พริกไทย” ตัวยารอง คือ “กัญชา” สมุนไพรอื่นๆออกฤทธิ์รสร้อน ฝาด เย็น เป็นยาเสริม ซึ่งแสดงให้เห็นถึง สมดุลในตำรับยา ที่ไม่ได้ใช้กัญชาเป็นยาเดี่ยว แต่เพียงอย่างเดียว

อีกตัวอย่างหนึ่งที่อาจจะตีความในยุคนี้ว่าเป็นโรคมะเร็งก็ได้ เพราะคนสมัยก่อนเรียกโรคทำนองนี้ว่าเป็น “ฝี” ทั้งนี้นิยามคำว่า ฝี ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายว่า โรคจำพวกหนึ่ง เป็นต่อมบวมขึ้นกลัดหนองข้างใน เรียกชื่อต่าง ๆ กันหลายชนิด เช่น ฝีคัณฑมาลา ฝีดาษ ฝีประคำร้อย ราชาศัพท์ว่า พระยอด[11] และตัวอย่างตำรับยาที่ใช้สำหรับรักษาโรคฝีที่ว่านั้นคือ “ตำรับยาริดสีดวงมหากาฬ” ที่ระบุข้อความเอาไว้ว่า

“ตำรับยาริดสีดวงมหากาฬ 4 จำพวก เป็นยารักษาฝีหนองที่ขึ้นในลำคอ ในทวารหนัก ในทวารเบา และในลำไส้ตลอดถึงหลอดอาหาร รวมทั้งก้อนฝีหนองในอก มะเร็งคุดทะราด ฝีเปื่อยทั้งตัว และกามโรค ยาขนานนี้นอกจากเข้ากัญชาแล้วยังผสมฝิ่นเล็กน้อย บดผงปั้นเท่าเม็ดพริกไทย ละลายสุรากิน 1-3 เม็ด” [12] 

ตัวอย่างตำรับยาและการวินิจฉัยโรคข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ตำรับยาหลวงที่มี “กัญชา” เป็นตัวยาสำคัญอยู่ในสูตรยาตำรับเหล่านี้ แตกต่างจากความพยายามวิจัยการใช้กัญชาเป็นยาเดี่ยวในยุคปัจจุบัน เพราะการใช้กัญชาในรูปแบบยาเดี่ยว อาจจะทำให้อาการและคุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ผู้ป่วยก็อาจจะเสียชีวิตด้วยการไม่ควบคุมปัจจัยอย่างอื่น เช่น สาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็ง หรือปัจจัยกระตุ้น ซึ่งมีหลากหลายอย่างที่นอกเหนือกว่าการใช้กัญชารักษาเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตามเมื่อกัญชาถูกจัดให้เป็นพืชเสพติด ก็ได้ทำให้กัญชาถูกถอดทิ้งออกจากทุกตำรับยาไทยไปด้วย เปิดช่องให้ต่างชาติใช้ยาเคมีหรือการฉายแสงมารักษาโรคร้ายเหล่านี้แทนภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษไทยอย่างน่าเสียดาย

ปัจจุบันมีการลักลอบแอบใช้กัญชาจำนวนมากในการรักษาโรคลมชัก และโรคมะเร็ง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ ได้แก่ การสกัดกัญชาอย่างไม่ถูกต้อง การปนเปื้อนของกัญชา การเจือจางของสารสกัดกัญชา ซึ่งเป็นผลทำให้ไม่สามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้มีประสิทธิภาพจริง 

นอกจากนั้นการรักษาโดยปกปิดมิให้แพทย์รู้ยังส่งผลทำให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อน หรืออาจทำให้การรักษาอาจไม่สอดคล้องกับการใช้กัญชา หรืออาจทำให้แพทย์สั่งจ่ายยาตัวอื่นเพราะหลงผิดให้ไปด้วย ซึ่งย่อมส่งผลเสียต่อผู้ป่วยจนถึงชีวิตได้

อีกทั้งมีผู้ลักลอบใช้กัญชาจำนวนหนึ่งแอบใช้และเสียชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลด้วย แต่ที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเพราะกัญชาเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าข้อจำกัดทางกฎหมายในเรื่องการใช้กัญชาในปัจจุบันนี้เป็นการปิดกั้นการใช้กัญชาในทางการแพทย์ สูญเสียโอกาสของผู้ป่วย และวิจัยค้นคว้า ทำให้เกิดการใช้กัญชาที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมที่ถูกต้อง นำไปสู่ความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและมุมมองเชิงลบต่อการใช้กัญชาในด้านการรักษาโรค 

ดังนั้น เราควรที่จะช่วยกันรณรงค์ การปลดล็อกกัญชา ให้ถูกกฎหมายเพื่อใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ เพื่อช่วยคนที่กำลังรอความหวังที่จะใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคร้าย และเปิดให้ภูมิปัญญาไทยมีโอกาสเป็นทางออกในการรักษาโรคร้ายให้กับมนุษยชาติในโลกใบนี้ได้

อ้างอิง
[1] ศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (The National Center for Biotechnology Information) ประเทศสหรัฐอเมริกา. แหล่งที่มา : URL: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/

[2] Caffarel MM, Andradas C, Mira E, et al. : Cannabinoids reduce ErbB2-driven breast cancer progression through Akt inhibition. Mol Cancer 9: 196, 2010. [PUBMED Abstract]

[3] McAllister SD, Murase R, Christian RT, et al. : Pathways mediating the effects of cannabidiol on the reduction of breast cancer cell proliferation, invasion, and metastasis. Breast Cancer Res Treat 129 (1): 37-47, 2011. [PUBMED Abstract]

[4] Singh Y. Bali C: Cannabis extract treatment for terminal acute lymphoblastic leukemia with a Philadelphia chromosome mutation. Case Rep Oncol 6 (3): 585-92, 2013. [PUBMED Abstract]

[5] Guzmán M, Duarte MJ, Blázquez C, et al.: A pilot clinical study of Delta9-tetrahydrocannabinol in patients with recurrent glioblastoma multiforme. Br J Cancer 95 (2): 197-203, 2006. [PUBMED Abstract] 

[6] MGR Online. กัญชารักษามะเร็ง!! เปิดประสบการณ์ลับ ผู้ป่วยมะเร็งตับ หมอบอกตายแน่ แต่กัญชาช่วยไว้ได้!. แหล่งที่มา : URL: https://www.manager.co.th/OnlineSection/ViewNews.aspx?NewsID=9590000079216. วันที่ค้นข้อมูล 30 ตุลาคม 2560.

[7] นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ, นางสาวอุษา เก็จวลีวรรณ, นางสาวณิชารีย์ เนตรทอง. (2555). คัมภีร์ธาตุพระนารายณ์ ฉบับใบลาน(ตำราพระโอสถพระนารายณ์). สถานที่พิมพ์ : โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมถ์.

[8] มติชนออนไลน์. กัญชา ยาดีๆ ในคัมภีร์แพทย์แผนไทย. แหล่งที่มา : URL: https://www.matichon.co.th/news/203924. วันที่ค้นข้อมูล 30 ตุลาคม 2560.

[9] hemolysis in Buddhism. “พระพุทธเจ้าสยบโรคห่ากินเมือง”. แหล่งที่มา : URL: https://hemolysis.wordpress.com. วันที่ค้นข้อมูล 30 ตุลาคม 2560.

[10] มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิม อายุรเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมาภัจจ์). (2535). ตำราการแพทย์ไทยเดิม ฉบับที่ 1. โรงพิมพ์สามเจริญพาณิช. หน้า 379.

[11] ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.

[12] มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิม อายุรเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมาภัจจ์). (2535). ตำราการแพทย์ไทยเดิม ฉบับที่ 1. โรงพิมพ์สามเจริญพาณิช. หน้า 288.

 

 

 

mgr-online-logo

Comments

comments