Home » ข่าว » ป้องกัน “มะเร็งลำไส้ใหญ่” มิติใหม่แห่งการให้ของรพ.จุฬาฯ
ป้องกัน “มะเร็งลำไส้ใหญ่” มิติใหม่แห่งการให้ของรพ.จุฬาฯ

ป้องกัน “มะเร็งลำไส้ใหญ่” มิติใหม่แห่งการให้ของรพ.จุฬาฯ

จากสถิติของ สถาบันมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย ระบุว่า “มะเร็ง” ยังคงเป็นโรคคร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งยังมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยมีผู้ป่วย 1 ในพันของประชากร โดยโรค “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ถือเป็นโรคลำดับสามของโรคมะเร็งทั้งหมดที่เป็นสาเหตุทำให้คนไทยเสียชีวิต แต่ถ้ามีการเริ่มป้องกันและเฝ้าระวัง เมื่อรู้เร็วก็จะสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที

สำหรับปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้นประกอบด้วย 1.เพศชาย 2.มีประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งชนิดดังกล่าวซึ่งเป็นโรคนี้ก่อนอายุ 50 ปี 3.เป็นบุคคลที่ไม่ออกกำลังกายและประสบปัญหาโรคอ้วน 4. พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ เป็นต้น 

ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปจำเป็นต้องเข้าตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากโรคร้ายนี้จะแสดงอาการต่อเมื่อเป็นถึงขั้นหนักแล้ว โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่มักคิดว่าโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ แต่ปัจจุบันมีวิธีการรักษาให้หายขาดได้แต่ทุกคนควรจะเฝ้าระวังและตรวจสุขภาพอยู่เสมอ 

ด้วยเหตุนี้การตรวจกรองจึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ลดอัตราการเสียชีวิตจากการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เนื่องจากว่าการเป็นติ่งเนื้อที่ลำไส้จะไม่มีการแสดงอาการใดๆ ปรากฏให้ทราบก่อนเลย ซึ่งลำไส้ใหญ่จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 4 เซนติเมตร ติ่งเนื้อเพียง 1 เซนติเมตรก็สามารถเป็นมะเร็งได้ หากพบติ่งเนื้อระยะแรก ๆ จะสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วยการตัดทิ้งได้จากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่นั้นทันที


ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ดานการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร หนึ่งใน “มิติใหม่แห่งการให้เพื่อทุกชีวิต” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ป่วยซึ่งเปิดให้บริการที่ชั้น 10 ของอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ปัจจุบันเปิดให้บริการห้องตรวจการส่องกล้อง จำนวน 9 ห้อง แบ่งเป็นห้องตรวจตับ 1 ห้อง ห้องตรวจการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร 1 ห้อง มีผู้ป่วยมารับบริการตรวจวันละประมาณ 40-50 รายต่อวัน โดยศูนย์ฯ มีบริการตรวจรักษาผู้ป่วยโรงทางเดินอาหาร แบ่งออกเป็น 7 ส่วน ได้แก่

1.การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนบน (Gastroscopy) เป็นการส่องกล้องตรวจตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น เพื่อตรวจหารอยโรค สามารถตัดชิ้นเนื้อเพื่อการวินิจฉัยได้และยังช่วยในการรักษาหยุดเลือดออก การตัดชิ้นเนื้องอกระยะแรก เป็นต้น 

2.การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนล่าง (Colonoscopy) เป็นการส่องกล้องเพื่อตรวจลำไส้ใหญ่ จากทวารหนักจนถึงลำไส้ใหญ่ส่วนต้น กรณีพบสิ่งผิดปกติจะทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจพยาธิวิทยา รวมทั้งสามารถตัดชิ้นเนื้องอกในระยะแรกได้เกือบหมด ทำให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องไปผ่าตัด 

3.การส่องกล้องทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (Endoscopic Retrograde Cholangio Pancreatography : ERCP) เป็นการส่องตรวจและรักษาโรคระบบทางเดินน้ำดีและตับอ่อน มีไฟส่วนปลายกล้อง ร่วมกับการถ่ายภาพรังสีซึ่งช่วยในการวินิจฉัยและรักษาภาวะที่เรียกว่า “ดีซ่าน” (ตัวเหลือง ตาเหลือง) อันมีสาเหตุเกิดจากท่อน้ำดีอุดตันจากนิ่วในท่อน้ำดี หรือมะเร็ง 

4.การส่องกล้องอัลตราซาวน์ (Endoscopic Ultrasonography : EUS) เป็นการส่องตรวจและรักษาท่อทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในท่อทางเดินน้ำดี โรคต่าง ๆ ที่มีก้อน หรือถุงน้ำในตับอ่อน เช่น ก้อนในตับอ่อน ถุงน้ำในตับอ่อนและตับอ่อนอักเสบ และรอยโรคใต้ชั้นผิวในระบบทางเดินอาหาร โดยการใช้กล้องคลื่นเสียงความถี่สูง ใช้ระบบคลื่นเสียงความถี่สูงในการดูรอยโรค ทำหัตถการตามข้อบ่งชี้หรือความผิดปกติที่พบ เช่น การใช้เข็มเจาะชิ้นเนื้อ การใส่สายระบายทางเดินน้ำดี หรือตับอ่อน 

5.การส่องกล้องลำไส้เล็กด้วยกล้องลูกโป่งคู่ (Double Balloon Endoscopy : DBE) เป็นการตรวจลำไส้เล็กด้วยการสอดกล้องเข้าทางปาก และ/หรือทางทวารหนัก เพื่อวินิจฉัยโรคของลำไส้เล็กในผู้ป่วยที่มีอาการเลือดออก ลำไส้อักเสบ หรือเนื้องอกของลำไส้เล็ก เป็นต้น 

6.การตรวจตับด้วยไฟโบรแสกน เป็นการตรวจตับด้วยเครื่องไฟโบรแสกนเพื่อวัดปริมาณไขมันและพังผืดในตับ 

7.การตรวจการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารและการตรวจวัดระดับกรดในหลอดอาหารในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน กลืนลำบาก ท้องผูก เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีหัตถการพิเศษอย่างอื่น เช่น POEM, ESD, LASER Lithotripsy ฯลฯ เป็นต้น โดยมีการให้บริการทั้งในและนอกเวลาราชการ รวมถึงให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่มาด้วยอาการเลือดออกในระบบทางเดินอาหารฉับพลัน (Emergency GI bleeding) ด้วยการส่องกล้องฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงและมีจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการเพิ่มมากขึ้นมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา


ศ.นพ.รังสรรค์ กล่าวด้วยว่า ทีมแพทย์ พยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญด้านส่องกล้องระบบทางเดินอาหารมายาวนานกว่า 15 ปี พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยครบครัน จะให้การบริการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารเพื่อคัดกรองและตรวจหาติ่งเนื้อซึ่งอาจจะกลายโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคต ด้วยระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งชั่วโมงเมื่อพบแล้วจะตัดติ่งเนื้อทิ้งทันที ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่รวดเร็ว ไม่ยุ่งยาก แต่มีประสิทธิภาพสูง ถ้าหากว่าไม่พบติ่งเนื้อก็สามารถลดโอกาสการเกิดมะเร็งและพอจะบอกได้ว่าจะไม่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อีก 5–10 ปี

สำหรับการส่องกล้องในขั้นแรกจะใช้วิธีการชำระล้างลำไส้ซึ่งเป็นระบบทันสมัย สามารถกินยาระบายเพื่อให้ลำไส้ใหญ่ปราศจากอุจจาระ ทำให้การส่องกล้องไม่ยาก โดยไม่มีกากอุจจาระเหลือบดบังเนื้องอกหรือติ่งเนื้อ 

วิธีการตรวจคัดกรองโรคลำไส้ใหญ่แบบส่องกล้องสามารถพบเชื้อมะเร็งตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้ถึง 90% ที่สำคัญมีโอกาสสูงที่คนไข้จะไม่กลับมาเป็นโรคชนิดนี้อีก และเพื่อให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในการบริการผู้ป่วย ด้านการวิจัยและวิชาการจึงมีการวางแนวทางสำหรับโครงการพัฒนาการเรียนการสอนเรื่องการส่องกล้องทางเดินอาหารและการพัฒนาหลักสูตรพยาบาลผู้ชำนาญการพิเศษในการส่องกล้องด้วย

“ในด้านการเรียนการสอนนั้น ศูนย์ฯ ได้มีผลงานทางวิชาการโดยมีบทความและตำราตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติมากกว่า 200 เรื่อง ทั้งยังได้เปิดสอนแพทย์ประจำบ้านต่อยอด Fellow สาขาระบบทางเดินอาหารเป็นเวลากว่า 30 ปีมาแล้ว รวมทั้งเป็นศูนย์ฝึกอบรมด้านโรคทางเดินอาหารโดยมีแพทย์ทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนิเซีย เวียดนาม ฯลฯ ให้ความไว้วางใจมาฝึกอบรมและเรียนรู้ที่ศูนย์ฯ แห่งนี้ด้วย” ศ.นพ.รังสรรค์ กล่าวเสริม

นอกจากนี้ คณะแพทยศาสตร์ และศูนย์ฯ ยังได้มีการร่วมผลิตและพัฒนาอุปกรณ์กล้องส่องทางเดินอาหารและอุปกรณ์เสริมในการส่องกล้องร่วมกับบริษัทชั้นนำจากนอกประเทศและในประเทศไทย ล่าสุดศูนย์ฯ ได้คิดค้นโปรแกรมการรายงานผลส่องกล้องในรูปแบบ Wave Base ซึ่งเป็นนวัตกรรมเกี่ยวกับท่อระบายน้ำดีโลหะขึ้นมาเองที่สามารถดูทั้งรูปและคลิปวิดีโอได้ โดยได้รับการจดสิทธิบัตรในนามศูนย์ฯ ทั้งยังได้มอบให้กระทรวงสาธารณสุขนำไปใช้เก็บข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อวงการสาธารณสุขไทยต่อไป


ทั้งนี้ ในระหว่างวันที่ 1-2 ธันวาคม 2561 ศูนย์ฯ ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม “ EUS 2018” ซึ่งเป็นงานประชุมใหญ่ระดับโลกที่มีการจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี โดยมีวิทยากรและผู้ร่วมประชุมจากทั่วโลกเข้าร่วมงานจะเป็นอีหนึ่งเวทีให้ประเทศไทยได้โชว์ศักยภาพของการเป็นผู้นำด้านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารในภูมิภาคนี้ 

อนึ่ง ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ด้านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารแห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เปิดให้บริการที่อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ชั้น 10 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไท โทร.0 2256 4265 โดยในอนาคต ศูนย์ฯ จะเพิ่มความสะดวกให้กับคนไข้ โดยสามารถลงทะเบียนออนไลน์และนัดตรวจผ่านทางออนไลน์ได้ด้วย

 

 

 

 

 

 

 

mgr-online-logo

Comments

comments