Home » ข่าว » ตีความ พ.ร.ป.พรรคการเมืองใหม่ สกัด “ตระกูลชิน” ครอบงำ “เพื่อไทย”!
ตีความ พ.ร.ป.พรรคการเมืองใหม่ สกัด “ตระกูลชิน” ครอบงำ “เพื่อไทย”!

ตีความ พ.ร.ป.พรรคการเมืองใหม่ สกัด “ตระกูลชิน” ครอบงำ “เพื่อไทย”!

นักการเมืองขานรับ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฉบับใหม่ เชื่อป้องกันผู้มีอิทธิพลครอบงำการเมือง แต่หวั่นหลายประเด็นยังมีปัญหา โดยเฉพาะการตีความกฎหมาย “ครอบงำ” ที่อาจกระทบ “ตระกูลชิน” และการจ่ายค่าสมาชิกที่รอนสิทธิคนจนซึ่งสนใจการเมือง ร้องรัฐบาล คสช. อนุมัติจัดกิจกรรมทางการเมือง เกรงติดปัญหาเงื่อนเวลา ไม่ทันเลือกตั้ง

ค่อนข้างชัดเจนแล้วสำหรับการกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาประกาศว่าจะจัดการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 ซึ่งสอดรับกับ“พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560” หรือ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา เท่ากับว่านี่คือการนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง หลังจากที่ คสช.เข้ายึดอำนาจ และจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นทำหน้าที่บริหารประเทศมากว่า 3 ปี


ความแตกต่างของกฎหมายเก่า-ใหม่

ดังนั้นการเลือกตั้งและการดำเนินงานทางการเมืองนับจากนี้ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนด พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งมีความแตกต่างจากกฎหมายพรรคการเมืองฉบับที่ผ่านมา คือ พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ในหลายประเด็น ทั้งในเรื่องของการจัดตั้งพรรค การเข้าเป็นสมาชิกพรรค การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงการรับบริจาคและการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจได้แก่

1)พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 กำหนดให้การจัดตั้งพรรคการเมืองต้องมีทุนประเดิมพรรค 1 ล้านบาท ขณะที่กฎหมายเดิมไม่มี

2)พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ระบุให้การจัดตั้งพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกร่วมก่อตั้งไม่ต่ำกว่า 500 คน ส่วนกฎหมายเดิมกำหนดจำนวนสมาชิกที่ร่วมก่อตั้งพรรคเพียง 15 คน

3)พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 กำหนดให้สมาชิกพรรคต้องจ่ายค่าสมาชิกปีละ 100 บาท แต่กฎหมายเก่าไม่ได้กำหนดว่าต้องมีค่าสมาชิก

4)พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ระบุว่าการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ ต้องทำไพรมารีโหวต โดยให้สมาชิกพรรคแต่ละเขตลงคะแนนเลือกว่าจะส่งใครเป็นผู้สมัครในเขตนั้น ขณะที่กฎหมายเก่ากรรมการบริหารพรรคเป็นผู้เลือกตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง

5)พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 กำหนดให้การลงคะแนนเลือกตั้งใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ทั้งเลือกคนและเลือกพรรค หมายความว่าผู้สมัครและพรรคการเมืองที่เลือกต้องเป็นพรรคเดียวกัน ขณะที่กฎหมายเก่าระบุให้การลงคะแนนเลือกตั้งใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใบหนึ่งเลือก ส.ส. ใบหนึ่งเลือกพรรค

6)พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ระบุว่าภายใน 1 ปี พรรคต้องมีสมาชิกที่ชำระค่าสมาชิกไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ภายใน 4 ปี พรรคต้องมีสมาชิกที่ชำระค่าสมาชิกไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน และต้องมีสาขาพรรคอย่างน้อย 4 สาขา ภายใน 180 วัน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์


ป้องกันการครอบงำของผู้มีอิทธิพล

อย่างไรก็ดี เนื้อหาของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ฉบับนี้นั้นมีทั้งจุดที่นักการเมืองมองว่าเป็นประโยชน์และเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการทางการเมือง โดยแต่ละพรรคมีทัศนะและมุมมองที่แตกต่างกันไป

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า ภาพรวมแล้ว พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ถือว่ามีผลดีต่อระบบการเมืองของไทย โดยเฉพาะข้อกำหนดที่บัญญัติขึ้นเพื่อให้การดำเนินการทางการเมืองเป็นไปตามหลักการที่ว่า…พรรคการเมืองต้องปราศจากการครอบงำจากผู้มีอิทธิพล อาทิ มาตรา 66 ซึ่งระบุว่า…บุคคลใดจะบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทต่อพรรคการเมืองต่อปีมิได้ ขณะที่มาตรา 46 ห้ามมิให้พรรคการเมือง สมาชิก หรือผู้ใด เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ใด เพื่อให้ผู้นั้นหรือบุคคลอื่นได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งใดในการบริหารราชการแผ่นดินหรือในหน่วยงานของรัฐ

ที่ผ่านมาประเทศไทยเสียหายเพราะมีนายทุนเข้ามาครอบงำพรรค ประชาธิปไตยของเราจึงเป็นเพียงรูปแบบ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง เลือกตั้งเข้ามาก็กลายเป็นเผด็จการทุนสามานย์ ซึ่งเชื่อว่ากฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ออกมาน่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีบางประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยคือการลงคะแนนเลือกตั้งโดยใช้บัตรลงคะแนนใบเดียว ซึ่งทางพรรคเห็นว่าน่าจะลงคะแนนแยกกันระหว่างเลือก ส.ส. กับเลือกพรรค” หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคเพื่อไทย

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคเพื่อไทย


ห่วงคนจนหมดสิทธิร่วมงานการเมือง

ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคเพื่อไทย เห็นว่า พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะการส่งสมัครรับเลือกตั้ง    ซึ่งนำระบบไพรมารีโหวตมาใช้ เพื่อให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคร่วมลงมติคัดเลือกผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ตรงนี้ถือเป็นภาระหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยเริ่มตั้งแต่เปิดรับสมัครสมาชิกพรรค และผู้ที่สนใจลงสมัครรับเลือกตั้ง จัดทำไพรมารีโหวต ที่สำคัญแต่ละเขตเลือกตั้งต้องมีสมาชิกพรรคครบ 100 คน หากเขตใดไม่มีสมาชิกพรรคหรือมีไม่ครบ 100 คน พรรคก็ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้

มี 2 ประเด็นที่พรรคเพื่อไทยวิตก ได้แก่ ข้อกำหนดที่มิให้บุคคลซึ่งมิใช่สมาชิกพรรคเข้ามา
ครอบงำกิจการทางการเมือง ตรงนี้อาจมีปัญหาในการตีความว่าอะไรคือการครอบงำ ตอนนี้หลายคนพุ่งเป้าไปที่ตระกูลชินวัตรซึ่งเป็นอดีตสมาชิกและผู้ก่อตั้งพรรค หากผู้ใหญ่ระดับนี้มีข้อแนะนำอะไรแล้วกรรมการบริหารพรรคเห็นด้วยจะทำอย่างไร ประเด็นที่ 2 คือการเก็บค่าสมาชิกพรรค อาจจะเป็นการกำจัดสิทธิผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง


นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา


ขณะที่ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ก็เห็นสอดคล้องในประเด็นดังกล่าว โดยมองว่าการเรียกเก็บจากสมาชิกไม่น้อยกว่าปีละ 100 บาท และพรรคการเมืองอาจกําหนดให้เรียกเก็บค่าบํารุงพรรคการเมืองจากสมาชิกแบบตลอดชีพ ตามอัตราที่กําหนดในข้อบังคับก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 2,000 บาท ถือเป็นการรอนสิทธิของประชาชนที่ฐานะยากจน อีกประเด็นที่ไม่เห็นด้วยคือข้อกำหนดที่ไม่ให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นสมาชิกพรรค ทั้งที่พรรคการเมืองต้องการบุคลากรที่มีคุณภาพ มีคุณสมบัติหลากหลาย เพื่อมาช่วยกันทำงานในหน้าที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านเศรษฐกิจ การศึกษา หรือกฎหมาย ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะมีคุณสมบัตินี้

คนที่เขียนกฎหมายไม่เคยทำงานการเมืองจึงไม่รู้ปัญหา หลาย ๆ มาตราที่ออกมากลายเป็นอุปสรรคในการทำงาน เช่น คุณสมบัติของสมาชิกพรรค ซึ่งห้ามผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นสมาชิกพรรค คือถ้าถูกตัดสิทธิทางการเมืองแล้วห้ามลงเลือกตั้งนี่เข้าใจได้ แต่ถึงกับห้ามเป็นสมาชิกพรรค ห้ามร่วมกิจกรรมของพรรคอันนี้ไม่มีเหตุผล อย่างผมถูกตัดสิทธิ แต่ลูกผมลงสมัครรับเลือกตั้งก็ช่วยหาเสียงไม่ได้ ให้คำแนะนำอะไรไม่ได้” 

หวั่นดำเนินการไม่ทันตามเงื่อนเวลา

ขณะเดียวกันมีประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นข้อกังวลของพรรคการเมืองทุกพรรคก็คือคำสั่งของรัฐบาล คสช.ที่ห้ามไม่ให้มีการประชุมหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาในการขับเคลื่อนพรรคการเมืองในอนาคต เนื่องจากใน “บทเฉพาะกาล” ได้มีการกำหนด “เงื่อนเวลา” ในการดำเนินการทางการเมืองต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งรายชื่อสมาชิกพรรคที่แตกต่างไปจากที่ระบุในทะเบียนสมาชิก

พรรคการเมืองเดิม ซึ่งต้องดำเนินการภายใน 90 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ, จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อจัดทำนโยบาย และเลือกตัวผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ภายในพรรค ภายใน 180 วัน พ.ร.ป.นี้บังคับใช้, จัดตั้งสาขาพรรคและตัวแทนพรรคประจำจังหวัดต่าง ๆ ให้ครบตามที่ พ.ร.ป.พรรคการเมืองกำหนด ภายใน 180 วัน นับแต่ พ.ร.ป.บังคับใช้ ดังนั้นตราบใดที่รัฐบาลยังไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองทุกอย่างก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ขณะที่กำหนดวันเลือกตั้งนั้นใกล้เข้ามาทุกขณะ


พ.ร.ป.พรรคการเมืองกำหนด ภายใน 180 วัน นับแต่ พ.ร.ป.บังคับใช้ ดังนั้นตราบใดที่รัฐบาลยังไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองทุกอย่างก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ขณะที่กำหนดวันเลือกตั้งนั้นใกล้เข้ามาทุกขณะ

โดยประเด็นของเงื่อนเวลานั้น นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชี้แจงว่า  ระยะเวลาที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จนั้น มาตรา 141 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ระบุว่า หากพรรคการเมืองดำเนินการไม่ทันตามกำหนดก็สามารถทำหนังสือขอขยายเวลาออกไปตามที่จำเป็นก็ได้ แต่เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 3 ปี แต่หากครบระยะเวลาที่ได้รับการขยายแล้วพรรคการเมืองใดยังมิได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ให้พรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพไป

ขณะที่บรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ มองว่า แม้จะขยายระยะเวลาได้ แต่เนื่องจากกำหนดวันเลือกตั้งค่อนข้างชัดเจนแล้ว ดังนั้นหากรัฐบาลไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองจัดประชุมหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมืองก็ย่อมมีผลต่อการเตรียมความพร้อมในการเตรียมการเลือกตั้ง

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ถ้ายังไม่สามารถจัดประชุมพรรค ไม่สามารถเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคแต่ละเขตได้ ก็ไม่สามารถทำไพรมารีโหวตเพื่อเลือกตัวแทนพรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตได้ ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา หากมีเวลาน้อยก็ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน

นับแต่นี้คงต้องจับตาดูว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะขยับขับเคลื่อนไปในทิศทางใด หน้าตาของแต่ละพรรคจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จะเหลือนักการเมืองเก๋าเกมอยู่มากน้อยเพียงใด และการเลือกตั้งภายใต้ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฉบับใหม่ จะออกมาเป็นเช่นไร ?

 

 

 

 

mgr-online-logo

Comments

comments