Home » ข่าว » นักวิชาการ ม.รังสิต ปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้โตร้อยละ 3.8-4.3
นักวิชาการ ม.รังสิต ปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้โตร้อยละ 3.8-4.3

นักวิชาการ ม.รังสิต ปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้โตร้อยละ 3.8-4.3

นักวิชาการ ม.รังสิตปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้ขยายตัวร้อยละ 3.8-4.3 หลังส่งออกพุ่ง ลงทุนเอกชนกระเตื้อง ท่องเที่ยวโต  

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการและคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ทางคณะเศรษฐศาสตร์และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูปประเมินตัวเลขจีดีพีและเศรษฐกิจไทยใหม่ หลังจากภาคส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าหลัก และการเติบโตเพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียน การกระเตื้องขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน การท่องเที่ยวเติบโตเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้จะอยู่ที่ร้อยละ 3.8-4.3  จากเดิมร้อยละ  3.6-4.2 อัตราเงินเฟ้อยังทรงตัวระดับต่ำและปรับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั้งปีมาอยู่ที่ร้อยละ 0.8-1 อัตราการขยายตัวของการส่งออกอยู่ที่ร้อยละ 6-7 ส่วนการแข็งค่าของเงินบาทไม่ส่งผลต่อความสามารถการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ

สำหรับเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังน่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 4 อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นนั้น ยังคงกระจุกตัวในบริษัทขนาดใหญ่และนักธุรกิจส่งออก รวมทั้งกลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รายได้และผลประโยชน์ยังไม่กระจายมายังประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะประชาชนฐานรากภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมล่าสุด ขณะที่กิจการขนาดเล็กขนาดกลางยังมีปัญหาการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งมีลักษณะเป็น Disruptive Technology และการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว การปรับตัวต่อการเปิดเสรีที่เพิ่มขึ้นตามลำดับและการบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตลาดภูมิภาค

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า  เศรษฐกิจไตรมาส 4 ปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตา คือ การจัดการด้านงบประมาณและเพดานหนี้ของสหรัฐอเมริกา ผลกระทบของ QE Exit ด้วยการลดขนาดสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐที่มีต่อตลาดการเงินโลก สถานการณ์ความขัดแย้งทางการทหารในคาบสมุทรเกาหลี การเจรจาทบทวนข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ผลกระทบจากการถูกปรับลดอันดับเครดิตของจีนและปัญหาหนี้สินของระบบธนาคารของจีน ส่วนปัจจัยภายใน การกระจุกตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อกลุ่มฐานรากที่ยังอ่อนแอ ความล่าช้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และ ความไม่แน่นอนของการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย.

 

-สำนักข่าวไทย

 

 

 

 

 

Comments

comments