Home » ข่าว » ตร.ไทยแค่ออกแบบให้กระชับ-เลิกรับใช้การเมือง พูดง่ายทำยาก!
ตร.ไทยแค่ออกแบบให้กระชับ-เลิกรับใช้การเมือง พูดง่ายทำยาก!

ตร.ไทยแค่ออกแบบให้กระชับ-เลิกรับใช้การเมือง พูดง่ายทำยาก!

เมืองไทย 360 องศา 
       
       นาทีถ้าจะบอกว่า “กระบวนการปฏิรูปตำรวจ” ต้องเดินหน้าแบบฉุดไม่อยู่แล้ว อีกทั้งยังมีแนวโน้มออกมาในทางบวกค่อนข้างแน่ ประเภทที่จะออกมาในแบบประเภทที่หาเรื่องให้เข้ารกข้าพง แล้วทำให้ถูกคว่ำในสภานิติบัญญัติฯ แบบเฉไฉถ่วงเวลาคงไม่น่าเกิดขึ้น เพราะหากทำแบบนั้น หรือเกิดเหตุการณ์แบบที่ว่าจริง คนที่จะซวยก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะเป็นคนที่ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) จำนวน 36 คนมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน และเริ่มคิกออฟประชุมนัดแรกแบ่งงานสายการทำงานกันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎราคมกันไปแล้ว 
       
       ก็ต้องถือว่าทำงานกันเอาจริงเอาจัง มีเป้าหมายชัดเจนเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง สามารถลดการปรามาสลงไปได้มาก อย่างน้อยในเวลานี้เรื่อง “ปาหี่” ก็น่าจะลดลงไป แต่ทุกอย่างก็ต้องรอผลสรุปออกมาในบั้นปลายภายใน 8-9 เดือนเศษภายใต้รหัส 2-3-4 ที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้า
       
       สาเหตุที่น่าจะทำให้การปฏิรูปตำรวจแบบเป็นจริงเป็นจังก็คงมาจากอารมณ์ปรารถนาของชาวบ้านที่ “ตกผลึก” แล้วว่าถึงเวลาต้อง “ผ่าตัด” เปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่ และคงไม่ใช่แค่เพียงหาทางสกัดกั้นการ “ซื้อขายเก้าอี้” การโยกย้ายแต่งตั้งที่เป็นธรรมเท่านั้น เพราะแบบนั้นถือว่าพื้นๆ ไม่ใช่หลักการและเจตนารมณ์ใหญ่ในการปฏิรูปตำรวจอย่างแน่นอน
       
       ที่ระบุว่าเป็นความต้องการแบบ “ตกผลึก” ก็คือ เป็นความต้องการแบบเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องด่วนในอันดับแรกๆ ที่ต้องทำ ซึ่งจะว่าไปแล้วกว่าจะมาถึงตอนนี้ยังถือว่า “ช้า” ไปแล้วด้วยซ้ำไป แต่ถึงอย่างไรเมื่อเริ่มนับหนึ่งดำเนินการปฏิรูปภายใต้กฎหมายลูกของของรัฐธรรมนูญก็ต้องถือว่าเป็นหลักประกันชั้นดี และน่าจะเดินไปตามเป้าหมายที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องการอยากให้เป็น
       
       หลักประกันอีกชั้นหนึ่งว่าการปฏิรูปตำรวจจะไม่ออกนอกลู่นอกทางก็น่าจะมาจากการตั้งเวทีปฏิรูปของภาคประชาชน หลากหลายกลุ่ม เป็นการ “ประกบ” กับเวทีใหญ่ของทางการแบบไม่ให้คลาดสายตา แบบนี้แหละจะเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการปฏิรูปในเรื่องอื่นๆ ประกอบการใช้การสื่อสารในโลกโซเชียลฯ ก็ยังเป็นการกดดันได้อีกทางหนึ่งที่ได้ผลไม่น้อย
       
       หากสรุปเป็นข้อเสนอจากข้างนอกเบื้องต้นในตอนนี้คร่าวๆ ก็น่าจะมีเรื่องการแยกฝ่ายสอบสวนออกมาเป็นเอกเทศ มีการพูดถึง “ตำรวจจังหวัด” ให้ขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด แยกงานที่ไม่ใช่งานหลักกลับคืนไปยังหน่วยงานอื่น เช่น ตำรวจทางหลวง ตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้ เป็นต้น มีการพูดถึงการให้อัยการเข้ามาร่วมสอบสวนมากขึ้น
       
       สรุปความหมายจากเสียงเรียกร้องและข้อเสนอจากเวทีภาคประชาชนวงนอกดังกล่าวจะทำให้การทำงานของตำรวจในอนาคตต้อง “ลดขนาดลงมา” ให้กระชับมากขึ้น และที่สำคัญน่าจะเป็นการ “กระจายอำนาจ” มากกว่าที่เป็นอยู่ ที่เป็นการรวมศูนย์อำนาจอยู่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพียงคนเดียว
       
       อย่างไรก็ดี ทุกอย่างก็ได้แต่รอ เพราะคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะสรุปผลออกมา และแรงกดดันจากสังคมภายนอกที่เฝ้าจับตาไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางหรือปาหี่
       
       แต่สำหรับนาทีนี้หากจะพูดกันถึงผลงานและศักยภาพของตำรวจไทย ก็ต้องบอกว่าไม่แพ้ที่ใดในโลก และที่มีการกล่าวกันว่า “ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” ก็เห็นจะจริง เพราะทุกเรื่องตำรวจไทยทำได้หมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบบไหนทั้งดีและเลว แต่หากตัดเรื่องเลวๆ ออกไปแล้วมาโฟกัสเฉพาะเรื่องคดีการติดตามจับกุมคนร้ายรับรองว่าคดีไหนก็คดีนั้นไม่มีพลาด ไม่ว่าคดีนั้นจะสลับซับซ้อนอย่างไรก็ตาม หรือยากแค่ไหน ผลงานในอดีตเป็นเครื่องการันตี
       
       เพียงแต่ว่าในระยะหลังถัดมาเท่านั้นที่ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของตำรวจเริ่มลดลงเรื่อยๆ สาเหตุก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ตำรวจไปทำงานนอกเหนือหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเองมากขึ้น จนทำให้ละเลยภารกิจ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ออกไปทุกที
       
       สาเหตุหลักก็คือ การเปิดช่องให้ “การเมืองเข้าไปแทรกแซง” ในองค์กรตำรวจได้ง่ายดาย การแต่งตั้งโยกย้ายและการบังคับบัญชาที่รวมศูนย์อำนาจ สิ่งเหล่านี้ทำให้ทุกอย่างเบี่ยงเบน เพราะทั้งนักการเมืองและตำรวจต่างก็มีความ “อยาก” ซึ่งกันและกัน นั่นคือต่างฝ่ายต่างอ้ารับ ฝ่ายนักการเมืองที่มีอำนาจก็ต้องการใช้ตำรวจมาเป็นเครื่องมือ สร้างบารมีรวมไปถึงใช้กำจัดฝ่ายตรงข้าม ขณะตำรวจบางนายก็ต้องการใช้นักการเมืองเลื่อนยศตำแหน่ง และนี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งในข่าวอื้อฉาวเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง การทุจริตตามมา 
       
       แม้ว่าคนไม่ดีมีน้อยมากเมื่อเทียบกับคนดีมีความตั้งจำงานตามหน้าที่ซึ่งมีทุกอง์กรไม่มีข้อยกเว้น เพียงแต่ว่าองค์กรตำรวจมีความใกล้ชิดกับประชาชน ป็นผู้รักษากฎหมายอยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำก็ย่อมมีผลกระทบ สามารถสร้างความเกลียดชังหรือรักใคร่อยู่ตลอดเวลา
       
       ดังนั้น ด้วยประสิทธิภาพและศักยภาพส่วนตัวที่สั่งสมมานานเชื่อว่าตำรวจไทยไม่แพ้ใครในโลกตัวอย่างเช่น คดี “ฆ่ายกครัวผู้ใหญ่บ้าน” ที่จังหวัดกระบี่ ที่เป็นข่าวครึกโครมอยู่ในเวลานี้ ซึ่งเชื่อมั่นตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะต้องจับคนร้ายได้อย่างรวดเร็วแน่นอน เพราะนอกจากความสามารถเฉพาะตัวแล้ว ด้วยการระดมสรรพกำลังที่ดีที่สุดลงไปสืบสวน หาหลักฐานมันก็ย่อมการันตีได้ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงกับลงไปฝังตัวในพื้นที่นานหลายวันแบบนี้ จนในที่สุดก็จับคนร้ายได้ยกแก๊งจริงๆ
       
       แต่ขณะเดียวกัน หากองอีกมุมหนึ่งคดีดังกล่าวก็มีกลิ่นอายทางการเมืองแฝงอยู่เหมือนกัน หากพิจารณาจากแรงกดดันจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่กำกับดูแลตำรวจให้คลี่คลายคดีให้ได้โดยเร็ว แม้ว่านี่เป็นคดีใหญ่ที่ชาวบ้านสนใจก็ตาม แต่ในแง่ผลงานนี่ก็ต้องโชว์ให้เข้าตาเหมือนกัน
       
       ดังนั้น ด้วยสมมติฐานเรื่องประสิทธิของตำรวจไทยที่มีอยู่เดิม และต้องการให้เค้นออกมาเต็มประสิทธิภาพก็ต้องหาทางออกแบบให้พวกเขาได้ทำหน้าที่อย่างอิสระ และให้ปลอดจากการแทรกแซงจากการเมือง รวมไปถึงเปิดทางให้มีความก้าวหน้าในอาชีพอย่างยุติธรรม มีการถ่วงดุลอย่างมีประสิทธิภาพ มีสวัสดิการความเป็นอยู่ที่ดี เพียงแค่นี้ก็น่าจะเข้าใกล้เป้าหมายของการปฏิรูปมากขึ้น เพียงแต่ว่าพูดง่ายแต่ทำยาก! 

 

 

 

 

logo_astv_mgr

Comments

comments