Home » ข่าว » “เชื่อมั่นประเทศไทย ทำงานใหญ่ต่อไป” โดย : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
“เชื่อมั่นประเทศไทย ทำงานใหญ่ต่อไป” โดย : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

“เชื่อมั่นประเทศไทย ทำงานใหญ่ต่อไป” โดย : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

บทความจากเพจ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ AnekLaothamatas .. “เชื่อมั่นประเทศไทย ทำงานใหญ่ต่อไป” .. (14 กรกฎาคม 2560)

อ่านด้วยความพิศวง ! ข่าวใหญ่ ! ไทยจะเริ่ม และ เร่ง ทำรางรถไฟความเร็วสูง กท-โคราช ได้แล้ว ในที่สุด ลงทุนเองถึง 1.8 แสนล้าน และ คสช ออก ม 44 ด้วย เพื่อจะเร่งทำกันอย่างรวดเร็ว ขื่อว่า รถไฟความเร็วสูง แล้วจะทำกันช้าๆ ยืดยาด เหยาะแหยะ ได้อย่างไร ? คิดย้อนมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ นั่นเราเริ่มคิดตั้งแต่ตอนผมยังไม่เข้าเรียนจุฬาฯ พล อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่โรงเรียนเตรียมทหาร กว่าจะเสร็จได้ก็ปี 2549 โน่น ผมอายุ 52 ปี แก่เลย ยังดีไม่ช้าจนคนรุ่นผมมาใช้สนามบินได้ก็เมื่ออายุ 60 แล้ว และระหว่างที่ทำและช่วงทำเสร็จใหม่ๆ ก็มีแต่เสียงตักเตือน เย้ยเยาะ ถากถางว่า ทำอะไรเสียใหญ่โตมโหฬาร รัฐบาลเพ้อเจ้ออยู่ พร่ำเพ้ออยู่หรือเปล่า ตอนที่มาอธิบายว่าทำไมต้องใหญ่ชนาดนั้น ใครที่ไหนจะแห่มาใช้มากมายอย่างนั้น ความเป็นจริง : ตรงข้าม ครับ ไม่ถึงสิบปี กลายเป็นว่าสุวรรณภูมินั้น”ใหญ่”ไม่พอเสียแล้ว กรุงเทพฯ เรา โดยไม่คาดฝัน กลายเป็นเมืองที่ผู้คนทั่วโลกบินมาลงมากที่สุด

ยังคิดย้อนถึงอีกเรื่องคล้ายกันอีก ก็รถไฟลอยฟ้าในกรุงเทพฯ ที่เรียก บีทีเอส ไงครับ เคยบ่นกันจัง เคยว่ากันจริง เช่น “ทำลายทัศนียภาพ” หรือ สถานีบีทีเอสจะนำความ “พลุกพล่าน” และ “คนแปลกหน้า” มาให้วัด โรงเรียน และ มหาวิทยาลัย ยังจำได้แม่น ศิษย์เก่าผู้ปกครอง ครู รร มาแตร์ออกมาต้านรถไฟกันเกรียวกราว แต่ ผมเชื่อ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ต่อมา ความจริงคือ : ทุกวันนี้กรุงเทพฯ เรามีทั้งบีทีเอส มีทั้งรถไฟใต้ดิน ใช้กันได้ดีทีเดียว ไม่แพง สะอาด สะดวก ปลอดภัย ไปไหนง่ายขึ้นเร็วขึ้น ติดใจ ควร “ขยาย”อีก ใครๆ ก็ไม่ค้าน รีบขยายเถิด

ประเทศไทยนั้นแปลก อธิบายยาก แต่ก็มาได้ดี ครับ มองผิวๆ เผินๆ แล้ว ไม่น่าจะมารอด ไม่น่าจะมากันได้ไกลขนาดนี้ คนไทยเอง”งง” ว่า เราพากันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร วิจารณ์กัน วิพากษ์กัน ถกเถียงกัน มาตลอด

ย้อนกลับไปแต่ยุคที่ฝรั่งล่าอาณานิคม ในสุวรรณภูมินั้นมีสามชาติใหญ่ พม่านั้นแข็งแกร่งกว่าเราชัดเจน ตีกรุงศรีฯแตกได้ถึง สองครั้ง ส่วนเวียดนามนั้นแข็งแกร่งทัดเทียมกัน รบกันในเขมรถึง 15ปี ไม่แพ้ไม่ชนะ ในที่สุดแล้วพม่าและเวียดนามนั้นต้อง”สูญชาติ” ลาวเขมรมลายูนั้นไม่ต้องพูดถึง อ่อนกว่ามาก ย่อมถูกฝรั่งยึดครองยิ่งง่ายดาย ส่วนไทยกลับยัง”อยู่ยั้งยืนยง” จีนซึ่งใหญ่กว่าเรามากมายก็หวิด”สูญชาติ”โดยเฉพาะจากการรุกรานเหี้ยมหาญของญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีที่วัยรุ่นไทยวันนี้ยกย่องนับถือ ยังต้องตกเป็นของญี่ปุ่นในตอนนั้น และ ภารตประเทศ หรือ อินเดีย มารดาแห่งพุทธและพราหมณ์ ของเราแท้ๆ ยังตกเป็นของอังกฤษ แต่เราสยาม ทายาท นั้นยังคงอยู่รอดต่อมา

เกาหลี พม่า เวียดนาม และอินเดียที่กล่าวมา วันนี้กลับมามีเอกราชได้อีก แต่ ไม่แน่ดอกถ้าไม่มีสงครามโลกที่เจ้าอาณานิคมรบกันสองครั้ง ยับเยินไปทั้งสองฝ่าย ทุกวันนี้จะไม่มีสามสี่ประเทศนี้ในแผนที่โลก จีนและอินเดีย ทุกวันนี้กลับมารุ่งเรืองยิ่งใหญ่ได้ แต่กล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์สองชาตินี้ผ่านช่วง “ขาลง”ที่เจ็บปวดมาแล้ว

ชาติต่างๆในโลก ย่อมจะมีทั้ง “ขาขึ้น” และ “ขาลง” แต่ประวัติศาสตร์ไทยนั้น ยังไม่มี”ขาลง”หนักๆ ก็น่าดีใจ แต่ก็ไม่ควรประมาท กรุงแตกสองครั้ง นั่น จัดเป็น”ขาลง” แต่ก็เพียงช่วงสั้น ๆ ครั้นในยุคฝรั่งอาณานิคม เขาสูญชาติกันเกือบทั้งทวีปเอเชีย อัฟริกา และทวีปละตินอเมริกา เราก็”รอด”ได้ อย่างไม่น่าเชื่อ สงครามโลกครั้งที่สองที่สุดจะนองเลือดเหี้ยมโหด ก็อยู่รอดปลอดภัยจากการคุกคามของกองทัพญี่ปุ่นและแสนยานุภาพของเครื่องบินฝรั่ง เหลือเชื่อ แทบจะไม่มีคนไทยเจ็บตาย

ต่อมา สงครามเย็น ช่วง ปี พศ 2489 – 2532 นั้น เขารบกันป่นปี้สามสี่สิบปีในแถบเอเชียอาคเนย์นี้ เราก็แทบไม่เสียหาย กลับเอาช่วงเวลานั้นมาพัฒนาเศรษฐกิจจนล้ำหน้าคนอื่น และที่สำคัญไม่น้อยกว่านั้น อีกเรื่องหนึ่ง ในช่วงปี 2508-2525 ที่สู้รบอย่างหนักกับพรรคคอมมิวนิสต์ นั้น รัฐบาลก็สงบศึกนั้นได้อย่างน่าทึ่ง

“วิกฤตต้มยำกุ้ง” ซึ่งอุบัติที่ประเทศเราและส่งผลลบออกไปทั่วเอเชีย ยี่สิบปีที่แล้ว หนักหน่วงที่สุด เงินบาทค่าตกเรี่ยดิน แต่เราก็เอาตัวรอดมาได้ และ ยังมี “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” เมื่อสิบปีที่แล้ว เกิดที่อเมริกา ความเสียหายลุกลามไปทั่วโลก เราก็เสียหายน้อยมากจากวิกฤตโลกเที่ยวนั้น

ประเทศไทยทุกวันนี้ไม่”ธรรมดา”แล้วครับ แน่นอน ปัญหายังมีไม่น้อย เสียงบ่น ตักเตือน วิจารณ์หลายเรื่องมีมูล ต้องรีบแก้ไข บางเรื่องน่าเป็นห่วง แต่ภาพใหญ่: เรามาถึงจุดที่ไกลกว่าเดิมมากมายแล้ว เราเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ครับ คนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจนแล้ว เป็นคนชั้นกลางแล้ว แบบมั่นคงหรือไม่ ถกเถียงกันได้ แต่ขนาดเศรษฐกิจของประเทศใหญ่เป็นอันดับที่ 22 ของโลก นับด้วยกำลังซื้อที่เป็นจริงนะครับ กรุงเทพฯ ของเราก็เป็นเมืองสำคัญของโลกด้วย อย่างแน่นอน ทำไม ? ก็เพราะมีคนทั่วโลกมาเยือน มาทำงาน มาพักผ่อน มารักษาตัว รวมกันแล้ว มากที่สุดในโลก ถ้าเราไม่มีอะไรดี อะไรปลอดภัย อะไรน่าอยู่ น่าเที่ยว น่าพักผ่อน น่ารักษาตัว ใครในโลกจะแห่กันมามากมายอย่างนี้ คำแนะนำ: อย่าเชื่อแต่เสียงวิจารณ์ หรือ เสียงบ่น ของเรากันเองแต่เพียงอย่างเดียว จำนวนคนต่างชาติสามสิบกว่าล้านคนต่อปีที่มาเยือนไทย อาจถือเป็น “ประชามติ” อ้อมๆจากโลก ว่า “ไทยแลนด์นี้ ดี ” คำแนะนำต่อไป : ฉะนั้น จงมั่นใจในประเทศเรา และทำงานใหญ่ ต่อไป

รถไฟที่จะเชื่อมโยงกับจีนในไม่ช้า ก็จะเชื่อมไทยเข้ากับประเทศเพื่อนบ้านได้หมด ลงใต้ไปจนถึงสิงคโปร์ ในห้าปีสิบปีนี้ เราจะเป็นศูนย์กลางของเออีซี ของเออีซีบวกจีน ภายในสิบถึงสิบห้าปี เราอาจจะ “ยืด” ตัวเองด้วยทางรถไฟและด้วยทางหลวงลงใต้ต่อไปอีก ไปจนถึงเกาะสุมาตราและเกาะชวาของอินโดนีเซีย ภายในสิบปีเราอาจเชื่อมผ่านพม่าไปต่อกับอินเดียผ่านทางบกได้ และเราอาจทำแลนด์บริดจ์ตะวันตก-ตะวันออกยาวเหยียด จากทะวายมา กาญจน์ ราชบุรี มาลงอ่าวไทยที่สมุทรสงคราม หรือ ศรีราชา หรือมายังกรุงเทพฯ แล้วต่อไปถึงพนมเปญ ไปสุดทางที่โฮจิมินห์ หากทำเช่นนั้นได้ เราก็จะเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียเข้ากับมหาสมุทรแปซิฟิก ได้

ยังมีงานใหญ่กว่านี้รออยู่มากครับ แต่รถไฟกรุงเทพฯ-โคราช ย่อมเป็นเพียงก้าวแรกในการสร้างพื้นฐานการขนส่งคมนาคมและลอจิสติกส์ในยุคบูรพาภิวัตน์ ในห้วงเวลาอันเป็นศิริมงคลยิ่ง คือการเริ่มรัชสมัยของรัชกาลที่ 10 ที่รัฐบาลควรจะทำให้ช่วงนี้เต็มไปด้วยความหวังใหม่ เปี่ยมไปด้วยอนาคตใหม่สำหรับคนไทย สำหรับพสกนิกรทั้งมวล ไทยเราจะต้องก้าวต่อไปครับ ไม่หยุดยั้ง อย่างเร่งรีบจริงจัง แต่ก็ไม่ผลีผลาม รอบคอบที่สุด ยอมปรับปรุงแก้ไขได้ มากหรือน้อย ทั้งต้องน้อมใจรับฟังกันได้เสมอ เชื่อใจกันได้ ทนได้ ชื่นชมได้ ต่อทุกเสียงและทุกความคิดเห็น

Comments

comments