Home » ข่าว » ศาลฎีกาฯ นัดชี้ชะตา “บุญทรง” อดีต รมว.พาณิชย์กับพวกทุจริตโครงการระบายข้าวจีทูจี 25 ส.ค.นี้
ศาลฎีกาฯ นัดชี้ชะตา “บุญทรง” อดีต รมว.พาณิชย์กับพวกทุจริตโครงการระบายข้าวจีทูจี 25 ส.ค.นี้

ศาลฎีกาฯ นัดชี้ชะตา “บุญทรง” อดีต รมว.พาณิชย์กับพวกทุจริตโครงการระบายข้าวจีทูจี 25 ส.ค.นี้

ศาลฎีกาฯนัดพิพากษา “บุญทรง” อดีต รมว.พาณิชย์กับพวก รวม 28 ราย คดีนี้อัยการสูงุสุดเป็นโจทก์ฟ้อง โครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี กับบริษัทกวางตุ้งฯ รัฐบาลจีนกลาง และขอให้ศาลสั่งปรับ3 หมื่นกว่าล้าน 25 ส.ค.นี้หลังไต่สวนพยานเสร็จสิ้น

      วันนี้ (5 ก.ค.)ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ นายธนฤกษ์ นิติเศรณี รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน คดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี และองค์คณะรวม 9 คน ไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้าย คดีหมายเลขดำ อม.25/2558 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 1 , นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2 และพวกซึ่งเป็นอดีตนักการเมือง 3 คน ข้าราชการการเมือง 3 คน และนิติบุคคลกับกรรมการผู้มีอำนาจในนิติบุคคล รวม 28 ราย เป็นจำเลยที่ 1-28 ในความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10,12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ , ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต สร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 123 และ 123/1 พร้อมทั้งขอให้ศาลสั่งปรับจำเลยทั้งหมด เป็นเงิน 35,274,611,007 บาทที่คิดคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งตามสัญญาระบายข้าว 50,000 ตัน ที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับ
       
       วันนี้จำเลย และกรรมการผู้มีอำนาจรวม 25 คนเดินทางมาศาล ขณะที่จำเลยที่ 15 ป่วย ศาลอนุญาตให้พิจารณาลับหลังจำเลยที่ 15 ได้ ส่วนจำเลยที่ 3 และ 16 หลบหนี
       
       ต่อมาทนายของนายบุญทรง จำเลยที่ 2 ได้นำ นายซู จ้าวหมิง ทนายความบริษัทเอกชนในประเทศจีน ซึ่งได้รับว่าจ้างให้ตรวจสอบสัญญาการซื้อขายข้าวของบริษัท กวางตุ้ง จำกัด (Guangdong stationery & sporting goods imp.& exp. Corp.) และบริษัท ไห่หนาน เกรน แอนด์ ออยล์ อินดัสเทรียล เทรดดิ้ง ขึ้นเบิกความเป็นพยานสรุปว่า หากรัฐบาลกลางจีนจะทำสัญญาซื้อขายระหว่างรัฐกับรัฐจะต้องทำในนามรัฐบาลกลางของจีน และถ้ารัฐบาลท้องถิ่นจีนเป็นผู้เจรจาเองก็ต้องทำในนามของรัฐบาลท้องถิ่น แต่เมื่อปี 2546 หลังจากจีนปฏิรูปประเทศออกกฎหมายและออกกฎระเบียบชั่วคราวการนำเข้าสินค้าเพื่อการเกษตรฯ ถือเป็นการทำลายกำแพงกั้นผูกขาดและการควบคุมการซื้อขายทั้งหมด ทำให้ทุกบริษัทมีสิทธิ์เท่าเทียมกันในการขอโควต้าจากรัฐบาลกลางจีนเพื่อซื้อขายสินค้าจากต่างประเทศ โดยสามารถเดินทางมาเซ็นสัญญาซื้อขายได้ด้วยตัวเอง ขณะที่รัฐบาลกลางจีนก็ยังมอบอำนาจให้ผู้แทนหรือรัฐบาลท้องถิ่นจีน หรือบริษัทรัฐวิสาหกิจเป็นผู้เจรจาซื้อขายแทน ดังนั้น การที่บริษัทกวางตุ้งฯ และบริษัทไห่หนานฯ ซึ่งเป็นบริษัทท้องถิ่นจีนจะเลือกเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทยเองก็ได้ ขอแค่กลับไปรายงานกับรัฐบาลท้องถิ่นเท่านั้น เพราะรัฐบาลท้องถิ่นได้รับอนุญาตจากรัฐบาลกลางของจีนเรียบร้อยแล้ว
       
       นายซู จ้าวหมิง กล่าวอีกว่า ส่วนที่บริษัทกวางตุ้งฯ และบริษัทไห่หนานฯ ได้รับโควต้าจากรัฐบาลกลางจีนในการซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทยก่อนเซ็นสัญญาหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ เพราะได้รับมอบหมายจากนายบุญทรงให้ตรวจสอบเฉพาะข้อกฎหมายว่าบริษัท 2 แห่งนี้สามารถทำสัญญาซื้อขายข้าวกับรัฐบาลต่างประเทศได้หรือไม่เท่านั้น แต่หากรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทใดเจรจาซื้อขายข้าวกับรัฐบาลต่างประเทศ โดยไม่มีอำนาจ เนื่องจากดำเนินธุรกิจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท กระทรวงพาณิชย์จีนจะเรียกบริษัทไปจดทะเบียนเพิ่มเติม หรือจดทะเบียนย้อนหลัง ส่วนที่บริษัทกวางตุ้งฯ ซึ่งมีทุนจดทะเบียนเพียง 12.4 ล้านหยวน แต่เซ็นสัญญาซื้อขายที่มูลค่า 1 พันล้านหยวนก็สามารถทำได้ เพราะรัฐบาลกลางจีนมีนโยบายเปิดประตูเศรษฐกิจโลก ซึ่งบริษัทกวางตุ้งฯ สามารถกู้ยืมเงินหรือขอให้บริษัทในเครือรับรองได้ และหากไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้บริษัทต้องรับผิดชอบ โดยไม่สามารถตอบได้ว่าถ้าบริษัทไม่สามารถชดใช้ได้ รัฐบาลกลางจีนจะร่วมชดใช้แทนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่าบริษัท 2 แห่งนี้เซ็นสัญญาซื้อขายข้าวในนามของรัฐบาลกลางจีนหรือไม่
       
       หลังจากพยานปากนี้เบิกความเสร็จ ทนายจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายเอกชนได้นำพยานซึ่งเป็นผู้ลงนามรับข้าวจากโรงสีเอกชน ขึ้นเบิกความอีก 2 ปาก โดยพยานยอมรับว่า ถูกว่าจ้างให้เดินทางไปลงนามรับข้าวขาวจากโรงสีเอกชน แต่ไม่ทราบว่าทางโรงสีขนข้าวไปเก็บรักษาไว้ที่ใด
       
       ภายหลังศาลไต่สวนพยานจำเลย 3 ปากสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยไม่ติดใจไต่สวนพยานอื่นอีก ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 25 ส.ค. เวลา 09.00 น. ส่วนนายบุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 2 กับจำเลย ที่ 4 -5 ขอศาลแถลงปิดคดีด้วยวาจานั้น ศาลเห็นว่าไม่มีความจำเป็น แต่จะให้ส่งคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะทำได้ละเอียดกว่า ศาลจึงให้คู่ความทุกฝ่ายยื่นคำแถลงปิดคดีส่งต่อศาลภายในวันที่ 15 ส.ค.นี้ หากไม่ส่งตามกำหนดถือว่าไม่ติดใจ ทั้งนี้นายธนฤกษ์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ยังกำชับกับทนายความจำเลยที่ 15 ด้วยว่าในวันฟังคำพิพากษาขอให้จำเลยมาศาลตามนัด เช่นเดียวกับจำเลยอื่นทุกคนด้วย
       
       ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวน นายบุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า มีความมั่นใจพยานหลักฐาน เราทำเต็มที่ต่อสู้ในทุกประเด็น อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าศาลได้ดูและได้ฟังพยานหลักฐานที่ฝ่ายเรานำเข้าไต่สวนครบทุกประเด็น คงจะได้รับความเป็นธรรม
       
       เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่เพราะศาลฎีกาฯนักการเมืองในคดีนี้ นัดฟังคำพิพากษาทั้งที่คดีหลักจำนำข้าวที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตกเป็นจำเลยยังไต่สวนไม่เสร็จและยังไม่ได้นัดฟังคำพิพากษา
       
       นายบุญทรงกล่าวว่า ตนไม่ขอก้าวล่วงการพิจารณาของศาล แต่ในส่วนคดีของเราก็เป็นไปตามที่ศาลฎีกาฯได้สั่งไว้ ทั้งไม่มีอะไรต้องเตรียมใจ ผลออกมาเป็นอย่างไรก็เป็นตามนั้น
       
       ส่วนที่จะกลับสู่การเมืองหรือไม่ นายบุญทรง กล่าวพร้อมยิ้มแย้มว่า ขอให้คดีจบก่อน ดีกว่า และส่วนที่มีการบังคับคดีทางแพ่งในการยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ค่าเสียหายนั้น นายบุญทรง กล่าวว่า ก็ได้ยื่นเป็นคดีต่อศาลปกครองแล้ว ก็รอส่งเอกสารเพิ่มเติม

ศาลฎีกาฯ นัดชี้ชะตา “บุญทรง” อดีต รมว.พาณิชย์กับพวกทุจริตโครงการระบายข้าวจีทูจี 25 ส.ค.นี้ศาลฎีกาฯ นัดชี้ชะตา “บุญทรง” อดีต รมว.พาณิชย์กับพวกทุจริตโครงการระบายข้าวจีทูจี 25 ส.ค.นี้ศาลฎีกาฯ นัดชี้ชะตา “บุญทรง” อดีต รมว.พาณิชย์กับพวกทุจริตโครงการระบายข้าวจีทูจี 25 ส.ค.นี้ศาลฎีกาฯ นัดชี้ชะตา “บุญทรง” อดีต รมว.พาณิชย์กับพวกทุจริตโครงการระบายข้าวจีทูจี 25 ส.ค.นี้

 

 

logo_astv_mgr

Comments

comments