Home » ข่าว » “พ.อ.นที” ส่ายหน้า AIC เคยล็อบบี้หลายประเทศ แต่ไม่มีใครสนใจ ยืนยันไม่ได้เข้าไปเก็บภาษีใคร
“พ.อ.นที” ส่ายหน้า AIC เคยล็อบบี้หลายประเทศ แต่ไม่มีใครสนใจ ยืนยันไม่ได้เข้าไปเก็บภาษีใคร

“พ.อ.นที” ส่ายหน้า AIC เคยล็อบบี้หลายประเทศ แต่ไม่มีใครสนใจ ยืนยันไม่ได้เข้าไปเก็บภาษีใคร

“พ.อ.นที” เผย กสทช.ไม่มีหน้าที่เก็บภาษีใคร ยันคู่หู เฟซบุ๊ก-ยูทูป ต้องมาลงเป็น OTT ของประเทศไทยภายใน 22 ก.ค. เหตุกฎหมายยืดหยุ่นไม่ได้ ส่วนหนังสือที่ AIC ส่งมา ยังไม่ตอบกลับ แต่จะนำเรื่องเข้าอนุกรรมการ OTT สัปดาห์หน้า พร้อมระบุ AIC เคยส่งหนังสือถึงหลายประเทศแล้วในรูปแบบเดียวกัน
       
       พ.อ. นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top หรือ OTT กล่าวว่า การที่ทั้ง เฟซบุ๊ก และยูทูป ยังไม่กล้าตัดสินใจลงทะเบียน OTT กับกสทช.นั้น เพราะกลัวว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีนั้น พร้อมอ้างเหตุผลว่ามีรายละเอียดไม่ชัดเจน
       
       “ขอยืนยันว่าการเก็บภาษีไม่ใช่หน้าที่ของ กสทช. และการทำเรื่อง OTT ต้องการกำจัดเนื้อหาที่ไม่ดีออกไปจากสังคมและทั้ง 2 แพลตฟอร์ม ก็เป็นแพลตฟอร์มที่สาธารณะเข้าถึงจำนวนมาก จึงอยากให้ ทั้ง เฟซบุ๊ก และยูทูป มาลงทะเบียนก่อนวันที่ 22 ก.ค.นี้”
       
       หากถามว่าเงื่อนเวลาที่กำหนดทั้ง 2 แพลตฟอร์มจะเข้ามาเจรจาและผ่อนผันออกไปก่อนได้หรือไม่นั้น ต้องอธิบายว่าเรื่องของกฎหมายมันไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ส่วนกรณีหนังสือที่ทาง AIC ส่งมานั้นปรากฏว่าเคยส่งให้หน่วยงานที่กำกับดูแลของทั้งเวียดนาม และอินโดนีเซียในลักษณะคล้ายกันมาแล้ว
       
       “หนังสือที่ AIC ส่งมา ผมไม่จำเป็นต้องทำหนังสือตอบกลับ เป็นแค่ล็อบบี้ยีสต์ ผมไม่ให้ราคา และเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด เพราะกสทช. เป็นหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ใช่ภาครัฐ แต่จะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมอนุกรรมการ OTT ในสัปดาห์หน้า”
       
       ส่วนเรื่องการเก็บภาษีในประเทศอินโดนีเซียนั้น เป็นการทำงานของภาครัฐโดยกระทรวงการคลัง ที่อยู่ๆก็สั่งทำได้เลย เหมือนกับประเทศเวียดนามที่เขาสามารถสั่งรัฐวิสาหกิจของประเทศ คือ บริษัทยานยนต์ และ บริษัทนม ให้งดลงโฆษณาบนเฟซบุ๊กและยูทูป จนท้ายที่สุด ทั้ง 2 แพลตฟอร์มต้องยอมปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ
       
       “การทำงานของ กสทช. ไม่ต้องการเป็นอย่างนั้นที่เข้าไปบังคับ หน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทยไม่ต้องการสั่งให้ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ แต่ กสทช.ต้องการทำให้รอบคอบ รอบด้าน เพราะที่ผ่านมากสทช. ทำอะไรก็เป็นไปตามแบบแผนไม่ใช่จู่ๆ จะบังคับใช้เลย”
       
       กสทช.มีการรับฟังความคิดเห็นมากกว่า 10 ครั้ง ด้วยการเชิญ OTT ที่ดีและมีผลกระทบต่อสังคมมาลงทะเบียนก่อน จากนั้นก็จะทยอยเชิญอย่างต่อเนื่อง เพื่อต้องการทำให้เนื้อหาไม่ดีออกจากระบบ ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ลามก อนาจาร อาหารเสริมที่โฆษณาเกินจริง ตลอดจนการพนัน และเนื้อหาหมิ่นสถาบัน

 

 

logo_astv_mgr

Comments

comments