Home » ข่าว » “ลุงตู่” รีเทิร์นมาด “เข้ม” กว่าเดิมลุยรื้อตำรวจไม่ผ่านคนกลาง !?
“ลุงตู่” รีเทิร์นมาด “เข้ม” กว่าเดิมลุยรื้อตำรวจไม่ผ่านคนกลาง !?

“ลุงตู่” รีเทิร์นมาด “เข้ม” กว่าเดิมลุยรื้อตำรวจไม่ผ่านคนกลาง !?

เมืองไทย 360 องศา 
       
       เรียกว่าเหนือความคาดหมายก็ได้ สำหรับการ “กลับมา” อีกรอบของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งการกลับมาในที่นี้ ก็คือ การให้สัมภาษณ์พูดคุยกับสื่อมวลชนอีกรอบ หลังจากหยุดไปนานนับสัปดาห์ โดยใช้วิธีเขียนข้อความตอบคำถามแทน หรือให้ทีมงานโฆษกรัฐบาลออกมาสื่อสารแทนตัวนายกฯ ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นวันแรกที่เขาเริ่มกลับมาให้สัมภาษณ์อีกครั้ง 
       
       แม้ว่าจะสร้างความแปลกใจอยู่บ้าง ที่จู่ๆ นายกรัฐมนตรีกลับมาให้สัมภาษณ์อีกครั้งโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า แต่ก็ถือว่าคราวนี้ด้วย “เนื้อหา” และท่าทางมันดู “เข้ม” กว่าเดิม จนสังเกตได้ชัด หากจะให้เริ่มจากการพิจารณาท่าทีกรณีส่งสัญญาณให้มีการ “สอบสวนทุกระดับ” กรณีมีการกล่าวหาเรื่องการซื้อขายเก้าอี้ในการโยกย้ายแต่งตั้งในวงการตำรวจ ที่เริ่มมาจากการเปิดโปงของ วิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช และ อดีตแกนนำ กปปส. และนำไปสู่การย้าย พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 มาประจำศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว อ้างว่า เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนกันแบบรวบยอดทีเดียว ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงตอบโต้กลับมาอย่างดุเดือดจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ถึงขั้นเตรียมฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท มันก็ยิ่งน่าติดตาม
       
       แต่ที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือ คราวนี้เมื่อพิจารณาจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ถือว่า “แปลกใหม่” เป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ การ “ตอบรับ” ให้มีการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ที่ผิดไปจากครั้งก่อนๆ ที่มักจะมีอารมณ์หงุดหงิดใส่สื่อ หรือคนที่นำข้อมูลแบบนี้มาเสนอหรือสอบถาม แต่ครั้งนี้กลับออกมาใน “ทางบวก” เด้งรับทันที และไฟเขียวให้สอบสวนทุกระดับ
       
       “ผมก็รับเรื่องร้องเรียนมาบ่อยครั้ง ครั้งนี้จะได้จับให้มั่นคั้นให้ตายกันเสียที ว่า มันใช่หรือไม่ใช่ ขอบคุณนักการเมืองที่ให้ข้อมูลการซื้อขายตำแหน่ง ก็ให้ตรวจสอบทั้งหมด ตอนนี้ก็มีการย้าย ผบช.ภ.8 เข้ามาประจำศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) แล้ว เพื่อสอบสวนในทุกๆ ประเด็น ซึ่งมีข้อมูลในทุกประเด็น มีข้อมูลพอสมควร แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน”
       
       คำพูดดังกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฟังดูแล้วน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหากสังเกตให้ดีก็ต้องบอกว่า “มันสวนทาง” กันอย่างสิ้นเชิงกับ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ดูแลงานตำรวจที่ก่อนหน้าปฏิเสธอย่างทันควันแบบตัดบทกันเลยทีเดียว ขณะเดียวกัน ก็มาสูตรเดิม คือ “ไหนละใบเสร็จ” หรือหาหลักฐานมาอะไรแบบนี้
       
       อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากคำพูดของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และจากความรับผิดชอบในการกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ต้อง “รีบปัดให้พ้น” ไปก่อน เพราะหากมีเรื่องแบบนี้มันก็เท่ากับว่าตัวเอง “เสียหาย” ไปด้วย
       
       และที่ผ่านมา “เครือข่าย” เพื่อนพ้องน้องพี่ของ “พี่ใหญ่” คนนี้มักถูกกล่าวหากันแบบหนาหูว่าเข้าไป “ครอบงำ” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะ “น้องรัก” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีเสียงนินทาว่าเข้ามาแสดงบทบาทไม่ต่างจาก “ผบ.ตร.เงา” และยังมีมือไม้สำคัญระดับที่คนในวงการรู้จักกันในนาม “โจ๊กหวานเจี๊ยบ” ที่มียศแค่พลตำรวจตรี แต่ก็รู้กันว่าระดับ “พลตำรวจเอกยังเกรงใจ” แบบนี้ถือว่าไม่ธรรมดา
       
       ดังนั้น หากพิจารณากันถึงเรื่องการป้องกันปัญหาในวันหน้า มันก็พอเข้าใจได้ว่าทำไม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องรีบตัดบทปฏิเสธไว้ก่อนว่าไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น อารมณ์จึงเหมือนกับ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ประมาณนั้น
       
       ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งหากพิจารณาจากท่าทีแบบนี้ในทางสังคมมันก็ช่วยไม่ได้ที่จะเสี่ยงถูกมองว่า “ขัดขวาง” การสอบสวนหาข้อเท็จจริง ทั้งที่ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ แต่การรีบตัดบทมันก็ยิ่งทำให้น่าสงสัย เสียงนินทาที่เคยมีมาก็ยิ่งน่าเชื่อมากกว่าเดิม เป็นอารมณ์ที่ถูกมองในเชิงลบ และที่สำคัญ ด้วยภาพลักษณ์ของตำรวจที่สะสมมาไม่ต้องบอกก็รู้ว่า “ยี้” ขนาดไหน ทั้งที่คนดีมีมากกว่าคนเลวแบบเทียบกันไม่ได้ ก็ไม่ต่างจากทุกอาชีพ แต่เป็นเพราะตำรวจเกี่ยวข้องกับชาวบ้านโดยตรง ถืออาวุธถือกฎหมายมันก็ต้องถูกตรวจสอบให้เข้มข้น และให้ความเป็นธรรมกับตำรวจดีๆ แต่ไม่มีบทบาท และนี่คือที่มาของเสียงเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูปตำรวจ” มาเป็นอันดับแรกและอย่างแรงกล้า
       
       แต่ที่ผ่านมา มันก็มีข้อกล่าวหาอีกว่า คนที่ขัดขวางเรื่องดังกล่าวก็ล้วนมาจาก “เครือข่ายพี่ใหญ่” นี่แหละ
       
       เมื่อวกกลับมาที่ท่าทีใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลัง “รีเทิร์น” กลับมาให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรก หลังจากเล่นบท “เตมีย์ใบ้” ไปนานนับสัปดาห์ ด้วยการเด้งรับให้สอบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจในทุกระดับ ซึ่งเขาก็ย้ำว่า “มีข้อมูล” มันก็ถูกมองว่า “ไม่ธรรมดา” เหมือนกัน
       
       ขณะเดียวกัน มันก็น่าพิจารณาได้เหมือนกันว่า การกลับมาเที่ยวนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มองบางมุมเหมือนกับการกลับลำไฟเขียวให้มีการเริ่มต้นปฏิรูปตำรวจหรือเปล่า ซึ่งบังเอิญว่าเป็นช่วง “ถดถอย” ของพี่ใหญ่ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพรุมเร้าจนต้องผ่องถ่ายงานบางอย่างไปให้คนอื่นดูแลแทน เพราะหากบอกว่ารัฐบาลของเขาในยุคปลายเริ่มเข้าสู่ภาวะ “ขาลง”
       
       ดังนั้น หากจะ “กู้ให้พ้นวิกฤต” ในช่วงเวลาที่เหลือก็น่าจะมีทางเดียว ก็คือ ทำตามความต้องการของชาวบ้านส่วนใหญ่คือลงมือเองไม่ต้องผ่านใคร “หักดิบ” เร่งปฏิรูปตำรวจแบบที่ควรจะเป็น ซึ่งน่าจะได้จังหวะเหมาะแล้ว !! 

 

 

logo_astv_mgr

Comments

comments