Home » ข่าว » “ดร.อนุสรณ์” เขียนโรดแม็ป 8 ข้อเสนอรัฐบาล คสช.ในโอกาสวันกรรมกรสากล
“ดร.อนุสรณ์” เขียนโรดแม็ป 8 ข้อเสนอรัฐบาล คสช.ในโอกาสวันกรรมกรสากล

“ดร.อนุสรณ์” เขียนโรดแม็ป 8 ข้อเสนอรัฐบาล คสช.ในโอกาสวันกรรมกรสากล

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติหรือวันกรรมกรสากล 1 พฤษภาคม 2560 ได้ประเมินสถานการณ์การเลิกจ้างจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง 2560 สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จะเกิดภาวะการขาดแคลนแรงงานในบางสาขาอุตสาหกรรมและงานบางลักษณะ เช่น ก่อสร้าง โดยเฉพาะช่างประเภทต่างๆ การบริการท่องเที่ยว บุคลากรทางการแพทย์ การแปรรูปอาหารสัตว์ งานแม่บ้านและกิจการดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น 

สถานการณ์แรงงานไทยที่ทำงานในต่างประเทศ ตัวเลขล่าสุดเดือนมีนาคม 2560 มียอดรวมมากกว่า 150,000 คน สร้างรายได้กลับประเทศประมาณ 10,249 ล้านบาท (รายได้ส่งกลับประเทศจากการทำงานเฉพาะเดือนมีนาคม 2560) การไหลออกของแรงงงานทักษะสูงและช่างเทคนิคต่างๆ ทำให้ตลาดแรงงานตึงตัวและขาดแคลนแรงงาน ขณะที่แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านทักษะต่ำไม่สามารถทดแทนได้ เกิดความไม่สมดุลในตลาดแรงงาน การปรับค่าแรงตามมาตรฐานแรงงานฝีมือแรงงานจึงมีความจำเป็น

ภาวะการเลิกจ้างยังคงมีอยู่ในอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิ่งทอ เครื่องหนังและรองเท้า เป็นต้น กิจการสถานบันเทิงมีการเลิกจ้างสูงในช่วงที่ผ่านมา การก่อสร้างขนาดเล็ก กิจการสื่อสารมวลชน (กระทบหนัก คือ สื่อสิ่งพิมพ์ ทีวีดิจิทัล และธุรกิจโฆษณาผ่านสื่อดั้งเดิม) กิจการการศึกษาในระดับอุดมศึกษา กิจการเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมส่งออกที่มีอัตราเติบโตติดลบต่อเนื่องหลายปี เป็นต้น

ส่งผลภาพรวมในช่วงครึ่งปีหลัง การเลิกจ้างมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องและอัตราว่างงานในช่วงครึ่งปีหลังไม่น่าเกิน 1% ตลาดแรงงานค่อนข้างตึงตัว แรงงานขาดแคลน รัฐบาลจึงควรพิจารณาเปิดกว้างอนุญาตให้แรงงานบางประเภทเข้ามาทำงานได้เพิ่มขึ้น หรือพิจารณาให้มีการเปิดเสรีตลาดแรงงานในส่วนที่ขาดแคลนอย่างชัดเจน

แรงงานระดับล่างรายได้ต่ำยังคงมีภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง สะท้อนว่า ค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต จึงขอเสนอให้มีการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทุกปี โดยต้องปรับขึ้นไม่น้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อของแต่ละปี

แนวโน้มในระยะนี้ อาจยังมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นของการทำงานต่ำระดับ (underemployment) ขณะนี้มีสถิติการทำงานต่ำระดับ 2-3 แสนคน ซึ่งคนกลุ่มนี้ทำงานไม่เต็มเวลาและต้องการทำงานเพิ่มเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ส่วนการลดชั่วโมงการทำงาน, ค่าทำงานล่วงเวลาหรือ OT มีแนวโน้มลดลงจากอุตฯ ส่งออกที่เคยหดตัว หรือมีการเติบโตต่ำเริ่มมีสัญญาณขยายตัวดีขึ้น

ดร. อนุสรณ์กล่าวว่า มีข้อเสนอ 8 ข้อต่อรัฐบาลและขบวนการแรงงาน องค์กรนายจ้าง เนื่องในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติหรือวันกรรมกรสากล ดังนี้

1. เสนอให้มีการปฏิรูประบบประกันสังคม ระบบคุ้มครองและระบบสวัสดิการแรงงานเพิ่มเติม หลังจากรัฐบาลได้ขยายสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 (แรงงานนอกระบบ) แล้ว ควรขยายสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ด้วย แต่ควรเก็บสมทบเพิ่มทั้งจาก “นายจ้าง-ลูกจ้าง-รัฐบาล” เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการเงินของเงินกองทุนประกันสังคม โดยเฉพาะกองทุนชราภาพ

2. รัฐบาลควรจัดระบบสวัสดิการถ้วนหน้าหรือระบบ “รัฐสวัสดิการ” ให้ได้ภายในปี 2570 โดยแหล่งรายได้จากภาษีทรัพย์สิน นอกจากทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนส่วนใหญ่ดีขึ้นแล้วยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สร้างเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอีกทางหนึ่ง

3. พิจารณาปรับสถานะสำนักงานประกันสังคม จากหน่วยราชการเป็นองค์กรของรัฐหรือองค์กรมหาชนที่บริหารงานแบบเอกชนจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ระบบค่าตอบแทนให้กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ให้แข่งขันได้กับภาคเอกชน เพื่อดึงดูดคนมีความรู้ความสามารถมาทำงาน อาจใช้รูปแบบเดียวกับธนาคารแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เป็นต้น

4. เสนอให้จัดตั้ง “ธนาคารแรงงาน” เพื่อกระจายกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตประเภท “ทุน” สู่ผู้ใช้แรงงาน ก่อให้เกิด “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” อย่างแท้จริง ธนาคารแรงงานเป็นสถาบันสำคัญในการพัฒนาธุรกิจรายย่อย (Micro Business) และวิสาหกิจหรือสหกรณ์ที่ประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกัน (Social enterprise or Cooperative for workers and the poor)

5. รัฐบาลไทยควรทำสัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานได้รับสิทธิพื้นฐานในการรวมกลุ่ม และอำนาจในการเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นสิทธิแรงงานพื้นฐานและเป็นสิทธิมนุษยชนอีกด้วย

“ระดับความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสถานประกอบการในไทยโดยภาพรวมยังอยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยในสถานประกอบการมากขึ้น ต้องส่งเสริมให้ลูกจ้างได้รวมกลุ่มกัน และกลไกองค์กรลูกจ้างและสหภาพแรงงานที่มีคุณภาพยังทำให้ ระบบแรงงานสัมพันธ์ดีขึ้นในระยะยาวอีกด้วย”

6. การเตรียมมาตรการรับมือผลกระทบ Disruptive Technology (เทคโนโลยีอุบัติใหม่ที่ส่งผลเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจ) รวมทั้งมีมาตรการพัฒนาฝีมือแรงงานสำหรับผู้ที่มีทักษะไม่สอดคล้องกับอุตฯ ที่เติบโตอยู่ในขณะนี้หรืออุตฯ แห่งอนาคต

ในระยะยาว หากมี Disruptive Technology and Innovation หรือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่พลิกโฉมการผลิต ธุรกิจและเศรษฐกิจ  บวกเข้ากับพลวัตของระบบทุนนิยมโลก สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในระบบการศึกษาไทยให้สามารถผลิตคนคุณภาพใหม่ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วมากๆ หากเรามียุทธศาสตร์ที่เหมาะสม เราจะไม่เผชิญกับปัญหาวิกฤติการจ้างงานและเศรษฐกิจในอนาคต

“นักอนาคตศาสตร์ประเมินว่า ในปี 2030 ความก้าวหน้าเทคโนโลยีทำให้ตำแหน่งงานแบบเดิมในบางอาชีพหายไปไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านตำแหน่งงาน ขณะเดียวกันก็มีการสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่คนทำงานต้องมีทักษะใหม่ๆ ระบบการศึกษาไทยต้องทำหน้าที่ในการผลิตคนรองรับตั้งแต่วันนี้ ขณะเดียวกัน IMD คาดการณ์ว่า ตำแหน่งงานในประเทศไทยจะหายไปจำนวนมากในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีแบบเก่าในหลายกิจการอุตสาหกรรม”

7. ดูแลแรงงานในระบบเหมาช่วง โดยการสร้างระบบ กลไกและกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อแรงงาน กลุ่มที่น่าเห็นใจมากที่สุด คือ แรงงานทักษะต่ำและเป็นแรงงานนอกระบบที่อยู่ภายใต้การทำงานในบริษัทเหมาช่วง ได้รับผลกระทบจากความยากลำบากทางเศรษฐกิจมากที่สุด แม้การจ้างงานแบบเหมาช่วงเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในการลดต้นทุนระยะสั้น มีความยืดหยุ่นในการจ้างงานสอดคล้องภาวะเศรษฐกิจ การผลิตและยอดขาย

ปัญหาระบบการผลิตแบบเหมาช่วงเป็นปัญหาสากล เรื่อง ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างผู้ใช้แรงงานกับผู้ประกอบการในระบบการผลิตแบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการหาวิธีลดต้นทุนการผลิตที่มีความยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจ จึงเลือกงานบางลักษณะให้บริษัทเหมาช่วงรับไปทำเพื่อให้มีการจ้างงานแบบยืดหยุ่น

“จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจัดระบบให้การจ้างงานแบบเหมาช่วงมีมาตรฐานที่เป็นสากล ไม่เช่นนั้นผู้ใช้แรงงานในระบบเหมาช่วงจะถูกเอาเปรียบอย่างมาก หลักคิดเพื่อให้เกิดการคุ้มครองแรงงาน เพราะเกี่ยวกับความอยู่รอดและคุณภาพชีวิตของคนงานและครอบครัว และต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคมด้วย ไม่สามารถกำหนดจากอุปสงค์อุปทานในตลาดแรงงาน ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจเท่านั้น อีกประการหนึ่งลูกจ้างในระบบเหมาช่วงมีอำนาจต่อรองน้อย และมักไม่มีสหภาพแรงงาน”

8. รัฐบาลควรเพิ่มการลงทุนทางด้านอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น รวมทั้ง ระบบความปลอดภัยในการทำงาน และรัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณให้สถาบันปลอดภัยฯ กระทรวงแรงงานให้เพียงพอ

 

 

logo prachachatturakid

Comments

comments