Home » ข่าว » ความมั่นคงของ”พี่ใหญ่” จากจุดแข็งเริ่มหักมุมเป็นจุดอ่อนคสช.!?
ความมั่นคงของ”พี่ใหญ่” จากจุดแข็งเริ่มหักมุมเป็นจุดอ่อนคสช.!?

ความมั่นคงของ”พี่ใหญ่” จากจุดแข็งเริ่มหักมุมเป็นจุดอ่อนคสช.!?

เมืองไทย 360 องศา
       
       ถ้าบอกว่าเวลานี้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังเริ่มโดนกระหน่ำแบบท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงที่มอบอำนาจไปให้ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ไปกำกับดูแลโดยตรง หากสังเกตจะพบว่า ในระยะหลังจะพบว่ามีอาการ “รวน” ให้เห็นออกมาบ้าง 
       
       แม้ว่าหากให้สรุปอาการแบบทั่วไปแรงกระแทกจากภายนอกที่เข้ามายังไม่ถึงขั้นส่งผลให้เกิดความสั่นกระเทือนได้มากนัก แต่ก็อย่างว่าแหละ หากยังโดนถูกกระแทกต่อไปเรื่อยๆมันก็อาจส่งผลกระทบออกมาได้เหมือนกัน ทำให้เกิดรายการหงุดหงิด คุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ จากความพยายามยั่วยุ หรือ “เจอขุดคุ้ย” ขยะจากใต้พรมจากคนรอบตัวบางคนที่ซุกซ่อนเอาไว้
       
       ถ้าจะไล่เรียงกันมาจะเริ่มเห็นปัญหาที่กลับมาปะทุร้อนแรงให้เห็นกันอีก นั่นคือ ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เริ่มเกิดเหตุการณ์ถี่ยิบขึ้นเรื่อยๆ แม้จะรู้ว่า นั่นคือการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความปั่นป่วน เป็นการจงใจให้เห็นถึงศักยภาพฝ่ายของพวกก่อความไม่สงบของพวกเขา แต่ความหมายก็คือ สถาการณ์ชายแดนใต้ในยุคของรัฐบาลคสช. ที่เบ็ดเสร็จ มีการปรับระบบการทำงาน การควบคุมที่เวลานี้อยู่ภายใต้การดูแลของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล หรือคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตามสายงานบังคับบัญชาก็ต้องรายงานตรงกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
       
       สถาการณ์ที่เริ่มกลับมามีการเคลื่อนไหว มีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมจนสังเกตได้ ก็ถือว่าเป็นปัญหาหลักด้านความมั่นคงที่ก่อนหน้านี้ค่อยๆ เข้ามาอยู่ในภาวะที่ควบคุมให้อยู่ในวงจำกัด มีการแสดงภาพให้เห็นแบบนั้น แต่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์พลิกกลับมาอีกรอบอย่างที่เห็น มันก็สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบังคับบัญชา การปรับเปลี่ยนนโยบายที่ป่านมาว่าใชัได้ผลหรือไม่ เมื่อเทียบสรรพกำลังที่ทุ่มลงไปจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบกับที่อื่น
       
       ดังนั้นหากกล่าวถึงเรื่องปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นเรื่องความมั่นคงหลัก ไม่ว่าสถากนารณ์จะดีขึ้น หรือแย่ลง ก็ต้องหันไปมองที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะที่รวบอำนาจเอาไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มันก็ช่วยไม่ได้เมื่อกลายเป็นแบบนี้ มันก็ต้องสอบถามหาความจริง
       
       เรื่องที่มีเสียงนินทามาแบบต่อเนื่อง เรื่องทำหน้าที่นั่งหัวโต๊ะประสาน “ปรองดอง” มีเป้าหมายเพื่อสร้าง”เครือข่าย” ทางการเมือง เพื่อวางรากฐานในอนาคต ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง หลายคนกำลังจับตามองการ”รวมหมู่” เพื่อสนับสนุน”บิ๊กทหาร” ขึ้นเป็น”นายกฯคนนอก” โดยที่ “พี่ใหญ่” คนนี้คอยค้ำยันเอาไว้ อย่างน้อยเท่าที่เห็นก็น่าจะออกมาในลักษณะเครือข่ายการเมือง “สีน้ำเงิน” ที่มีการเอ่ยชื่อ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย เป็นคนเดินเกมให้ แม้จะมีการปฏิเสธคอเป็นเอ็น แต่เมื่อถึงเวลาตอนนั้นก็คอยดูไปก็แล้วกันว่าจะจริงเท็จแค่ไหน ของแบบนี้มันสังเกตได้ไม่ยากเสียด้วย
       
       เมื่อพูดถึงเรื่องการเมืองอีกฟากหนึ่งก็ประดังเข้ามาจากฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคเพื่อไทย แน่นอนว่าสังคมเข้าใจได้ว่า พวกเขาย่อมต้องหาจังหวะถล่มอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในเวลานี้ถือว่า “มีจังหวะ” จึงได้เห็นแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคนที่ออกมารุมถล่ม โดยหยิบเอากรณี “หมุดคณะราษฎร” ที่หายไป พร้อมๆกับการแอบยุพวกเด็กๆ นักศึกษาไฟแรงที่ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ออกหน้าแทน แต่แม้ว่าในตอนแรกจะดูเหมือนกับเรื่องดังกล่าวอาจจะกลายเป็นชนวนให้บานปลาย แต่จากการสำรวจอารมณ์ล่าสุดชาวบ้านก็ยังเฉยๆ ไม่ได้มีความรู้สึกร่วมกับหมุดตัวหนึ่งที่หายไป แล้วนำหมุดใหม่เข้ามาแทน
       
       อย่างไรก็ดี ภาพในทางสีเทา ในทางลบก็ยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องความไม่ชอบมาพากลเรื่องสัมปทานแหล่งพลังงาน และล่าสุดก็ต้องเจอเข้าอย่างจังกับเรื่อง “บ่อนสายตะกู” ชายแดนไทยกัมพูชา ที่มีเสียงนินทาดังๆว่า นี่คือแหล่งสะสมทุนและกระสุนสำหรับการเมืองในอนาคตของ “บิ๊ก” บางคน โดยร่วมมือกับนักการเมืองในเครือข่ายอีสานใต้ คำถามก็คือ แล้วมาเชื่อมโยงกับ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในทางไหน 
       
       คำตอบก็คือ สิ่งที่ถูกตำหนิก็คือในฐานที่ดูแลความมั่นคง น่าจะมีแอกชั่นที่เข้มข้นกว่านี้ หากพิจารณาว่าพื้นที่ตั้งบ่อนอยู่ในพื้นที่พิพาท หรือพื้นที่เขตไทย แต่ที่ผ่านมาไทยไม่เคยท้วงติง หรือประท้วงฝ่ายกัมพูชาห้ามการก่อสร้าง มีแต่เสียงระบุว่า เป็นบ่อนที่ก่อสร้างในฝั่งกัมพูชา ไม่เกี่ยวกับเรา แบบนี้แหละที่ทำให้เกิดความเคลือบแคลงในใจคนไทยไม่น้อย สงสัยว่าเรากำลังจะเสียพื้นที่ดินแดนให้เขาไปอีกหรือไม่ เพราะความเกรงใจ มองแต่มิติความสัมพันธ์กันทางธุรกิจเฉพาะด้านหรือไม่
       
       ดังนั้น หากพิจารณาจากสารพัดปัญหาที่เริ่มรุมเร้าเข้ามาในช่วงโค้งสุดท้ายโดยเฉพาะในเรื่องความมั่นคงในหลายรายการ และแน่นอนว่าเป้าหมายย่อมเพ่งมองไปที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะที่ดูแลด้านความมั่นคงโดยตรง
       
       จนกลายเป็นว่าจากเดิมที่เคยเป็น”จุดแข็ง” เวลานี้ทำท่าจะกลายเป็นจุดอ่อนมากขึ้นเรื่อยๆ และน่าจับตากันต่อไปว่า หลายเรื่องที่เห็นจะบานปลายจนถึงขึ้นพลิกผันไปอีกทางหนึ่งในตอนท้ายหรือไม่ !! 

 

logo_astv_mgr

Comments

comments