Home » ข่าว » การศึกษา » จาก รพ. พญาไท สู่ RSU International ย่างก้าวแห่งการพิสูจน์บทเรียน
จาก รพ. พญาไท สู่ RSU International ย่างก้าวแห่งการพิสูจน์บทเรียน

จาก รพ. พญาไท สู่ RSU International ย่างก้าวแห่งการพิสูจน์บทเรียน

แม้ว่าข่าวการเปิดตัว RSU International Hospital ในฐานะที่เป็น Smart Hospital และจังหวะก้าวครั้งใหม่ของอาทิตย์ อุไรรัตน์ จะได้รับการตอบสนองจากแวดวงธุรกิจและสื่อสารมวลชนด้วยท่วงทำนองที่เฉยชาและเงียบงันกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ หากแต่ข้อเท็จจริงที่ยากปฏิเสธจากกรณีที่ว่านี้ก็คือ ความเคลื่อนไหวนี้เป็นภาพสะท้อนความมั่นใจและวิสัยทัศน์ที่น่าจับตามองของอาทิตย์ อุไรรัตน์ ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 ซึ่งทำให้โรงพยาบาลพญาไท ธุรกิจครอบครัวของตระกูลอุไรรัตน์ ในนามของ บมจ.ประสิทธิ์พัฒนา ต้องตกอยู่ในภาวะยากลำบากและในที่สุดต้องหลุดพ้นออกไปจากมือของตระกูลอุไรรัตน์ไปสู่ผู้ถือหุ้นรายใหม่ ที่ถือเป็นหนึ่งในตำนานมหากาพย์บทเรียนธุรกิจครั้งสำคัญของธุรกิจการเมืองไทยเลยทีเดียว

การล่มสลายของโรงพยาบาลพญาไท ในจุดเริ่มต้นก็เป็นไปในลักษณะที่ไม่แตกต่างจากความล่มสลายของธุรกิจหลากหลายทั้งน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นในห้วงของวิกฤต ที่ต่างอาศัยเงินกู้ยืมจากตลาดทุนและตลาดเงินอย่างเฟื่องฟูในยุคเศรษฐกิจรุ่งเรือง แต่เมื่อเกิดวิกฤตมูลค่าของหนี้สินทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยกลับทำให้มูลค่าหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 200-250% จากเหตุของการลดค่าเงินบาท และทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจต่างต้องเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูของศาลล้มละลายกลางในที่สุด

แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีของโรงพยาบาลพญาไท เป็นไปมากกว่านั้น เนื่องเพราะท่ามกลางกระบวนการฟื้นฟูปรากฏตัวผู้แสดงทั้ง PWC (PricewaterhouseCoopers) ในฐานะผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการและปรับโครงสร้างทางการเงิน ตามคำแนะนำของไกรวิน ศรีไกรวิน หนึ่งในอดีตเจ้าหน้าที่ บล.ธนชาติ ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางการเงินอีกรายในโรงพยาบาลพญาไท ในช่วงปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาทิตย์ อุไรรัตน์ ต้องทิ้งโรงพยาบาลพญาไทเพื่อไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

อาทิตย์ อุไรรัตน์ เคยย้อนรำลึกความทรงจำของเหตุการณ์ในห้วงยามนั้นไว้อย่างน่าสนใจว่า การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ทำให้ต้องใช้เวลาทำงานในกระทรวงจนไม่มีเวลาดูแลความเป็นไปของโรงพยาบาลพญาไทในห้วงเวลาวิกฤตของกระบวนการทำแผนฟื้นฟูนี้มากพอ ยังไม่นับรวมประเด็นที่ว่า “เขาไว้วางใจ PWC มากจนเกินไป”

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ รพ.พญาไทนั้น ยอมรับว่าเกิดจากความไร้เดียงสาในการทำธุรกิจของผมและไปเชื่อในชื่อเสียงของไพร์วอเตอร์ เฮ้าส์ฯ มากเกินไป”
โดยระหว่างการทำแผนฟื้นฟู PWC ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของโรงพยาบาลพญาไท อ้างว่าเจ้าหนี้ต่างประเทศของโรงพยาบาล ต้องการให้ PWC เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้แก่ทางกลุ่มเจ้าหนี้ด้วย ซึ่งอาทิตย์ อุไรรัตน์ ไม่ปฏิเสธคำขอนี้ เนื่องจากเห็นว่าการยอมให้ PWC เป็นที่ปรึกษาทางการเงินไปพร้อมกันทั้งฝ่ายเจ้าหนี้และลูกหนี้ น่าจะเป็นผลดีกับทางโรงพยาบาลพญาไทในแง่การลดต้นทุนการจ้าง เพราะเจ้าหนี้และลูกหนี้จะได้ไม่ต้องมาต่อสู้กันมากนัก

กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้โรงพยาบาลพญาไท สิ้นสุดลงเมื่อปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่รัฐบาลชวน หลีกภัย หมดวาระ และอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประกาศยุติบทบาททางการเมืองและตั้งใจจะกลับมาบริหารกิจการโรงพยาบาลพญาไทอีกครั้ง แต่ความตั้งใจนี้เป็นความเคลื่อนไหวที่ช้าเกินกาลไปเสียแล้ว เมื่อ PWC ได้ยื่นขอเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการเองเสียก่อน โดยใช้ทุนราว 1-2 ล้านบาท ตั้ง Price Water House Coppers Restructuring Company บริษัทลูกเข้าทำหน้าที่ดังกล่าว ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากกลุ่มอุไรรัตน์ที่ต้องการให้ PWC ทำตามกฎหมายโดยคืนกิจการให้แก่ผู้บริหารเดิม

ท่ามกลางความพยายามของกลุ่มผู้บริหารแผนจาก PWC ที่กีดกันไม่ให้กลุ่มอุไรรัตน์เข้ามารับรู้เรื่องราวภายในกิจการโรงพยาบาลพญาไท การต่อสู้เพื่อชิงอำนาจการบริหารกิจการโรงพยาบาลพญาไทระหว่าง 2 กลุ่มนี้ ได้ขยายวงกว้างจนถึงปี 2546 ที่ PWC สั่งปลดประสิทธิ์ อุไรรัตน์ บิดา ดร. อาทิตย์ ออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทประสิทธิ์พัฒนา หลังประสิทธิ์ได้ส่งจดหมายลาออกไปยังผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 1, 2 และ 3

จุดสูงสุดของความขัดแย้งเกิดขึ้นหลังวันที่ 30 กันยายน 2546 เมื่อ PWC ยื่นขอศาลล้มละลายพิจารณาอนุมัติการออกจากแผนปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทประสิทธิ์พัฒนา จากมูลหนี้ 1.35 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นคงหนี้เดิมไว้ 4.8 พันล้านบาท โดยพักดอกเบี้ยจำนวน 1.1 พันล้านบาท นอกจากนี้ยังได้กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทยเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้อีกราว 4 พันล้านบาท โดย บล.ฟินันซ่าเป็นผู้จัดหาเงินกู้เพื่อการรีไฟแนนซ์ครั้งนี้

เจ้าหนี้ได้ hair cut หนี้ลงอีก 6 พันล้านบาท พร้อมแปลงหนี้เป็นทุน 520 ล้านบาท ในราคาหุ้นละ 1.50 บาท ซึ่งทำให้เจ้าหนี้กลายเป็นผู้ถือหุ้นข้างมาก 80% ส่วนหุ้นของกลุ่มอุไรรัตน์ลดลงเหลือเพียง 3-4% จากเดิมที่เคยถืออยู่ 17.5% ส่วนหนี้ที่เหลือเป็นการตีทรัพย์ชำระหนี้ในหลายรายการ

นอกจากนี้ ภายหลังออกจากแผนฟื้นฟูฯ แล้ว เจ้าหนี้ได้พยายามหาพันธมิตรใหม่เข้ามาบริหารกิจการโดยเชิญกลุ่มวิชัย ทองแตง ผู้บริหารในเครือโรงพยาบาลเปาโล มาเป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นในกลุ่มธนาคารต่างประเทศ โดยตั้งเงื่อนไขว่าหากบริหารประสบความสำเร็จและสร้างผลการดำเนินงานเป็นที่พอใจก็จะยอมขายหุ้นให้บางส่วน

ชื่อ วิชัย ทองแตง ทนายคนดังแห่งยุคสมัย เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้ถือครองหุ้น บมจ.ประสิทธิ์พัฒนา ในช่วงตุลาคม 2548 ด้วยการเข้าซื้อหุ้นประสิทธิ์พัฒนาจาก WestLB AG สาขาสิงคโปร์ ทำให้ถือครองหุ้นในสัดส่วนกว่า 25% จนนำไปสู่การตั้งโต๊ะเพื่อทำ tender offer จากนักลงทุนรายย่อยในราคาหุ้นละ 0.357 บาท โดยมี บล.ซีมิโก้เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

วิชัย ทองแตง เริ่มต้นลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลครั้งแรกเมื่อปี 2542 จากการซื้อโรงพยาบาลศิครินทร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยประกันสังคมของกลุ่มจุลดิศที่กำลังขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยเข้าไปนั่งเป็นประธานเพื่อบริหารโรงพยาบาลจนกิจการเริ่มดีขึ้น และเขาก็ขายหุ้นคืนให้แก่เจ้าของเดิมในปี 2545

ในปี 2543 เขายังได้เข้าซื้อหุ้นโรงพยาบาลเปาโล 70% ก่อนรุกต่อไปยังโรงพยาบาลวชิรปราการ และโรงพยาบาลอุดรปัญญาเวช ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล ประชาเวช ก่อนจะมาทำข้อตกลงซื้อหุ้นโรงพยาบาลพญาไทจากเจ้าหนี้ต่างประเทศ 20% หลังกิจการนี้ออกจากแผนฟื้นฟูแล้ว

ความผูกพันและต้นทุนความเป็นไปของโรงพยาบาลพญาไทในมิติของครอบครัวอุไรรัตน์ มีนัยความหมายมากกว่าประเด็นทางด้านเงินทุน เพราะจุดเริ่มต้นของโรงพยาบาลแห่งนี้นอกจากจะเกิดขึ้นจากการร่วมลงขันตามกำลังทรัพย์ของบรรดากัลยานมิตรของประสิทธิ์ อุไรรัตน์ แล้วเงินลงทุนบางส่วนยังมาจากการขายที่ดินสวนยางที่เป็นมรดกจากปู่ของอาทิตย์ จำนวน 90 ไร่ ประกอบส่วนกับเงินที่มาจากการกู้ยืมธนาคารกรุงไทย แต่ที่สำคัญคือความผูกพันทั้งหมดของคนในตระกูลที่มีต่อคำว่า “ประสิทธิ์พัฒนา” ที่ทำให้การต่อสู้ดิ้นรนในกรณีโรงพยาบาลพญาไท เป็นมากกว่าเรื่องราวทางธุรกิจ หากแต่ดำเนินไปไม่ต่างจากการกอบกู้ศักดิ์ศรีแบบ “In the name of the Father” เลยทีเดียว

“ตระกูลอุไรรัตน์นำพาชีวิตทั้งชีวิตมาฝังอยู่ในนี้ ชื่อบริษัทก็ชื่อพ่อชื่อแม่ผม ถามว่า เสียดายไหม คงไม่ได้เสียดายในทรัพย์สมบัติมากไปกว่าความถูกต้อง นี่มันโจรนะ มันปล้นกันชัดๆ” อาทิตย์ อุไรรัตน์ เคยบรรยายความรู้สึกต่อความเป็นไปของโรงพยาบาลพญาไทให้ “ผู้จัดการ” ฟังเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา

แต่ชีวิตยังคงต้องก้าวเดินและบริบทใหม่ที่เกิดขึ้นในนามของ RSU International Hospital กำลังจะเป็นประหนึ่งประจักษ์พยานที่พิสูจน์ศักยภาพและความสามารถในการบริหารจัดการไม่เฉพาะในมิติของอาทิตย์ อุไรรัตน์ ในฐานะหัวเรือใหญ่ของมหาวิทยาลัยรังสิตเท่านั้น หากยังเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงเครดิตความน่าเชื่อถือที่สังคมภายนอกกำหนดวางไว้ให้กับอดีต “วีรบุรุษประชาธิปไตย” ว่ามีลักษณาการอย่างไร

เพราะเงินลงทุนในโครงการเฟสแรกที่มีมูลค่าประมาณ 9,000 ล้านบาท จะเป็นเงินทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท และเงินกู้อีก 6,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการเฟสสองจะใช้เงินอีกประมาณ 4-5 พันล้านบาท ที่คาดหมายว่าจะเป็นสองเฟสที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะจะมีทั้งแพทย์แผนตะวันตก ตะวันออก มีทั้งจีน อินเดีย ไทย บูรณาการ และแพทย์แผนอนาคตด้วย

หากความตั้งใจของอาทิตย์ อุไรรัตน์ ในการสร้าง RSU International Hospital อยู่ที่การสร้างสถานพยาบาลที่ “ทำให้ผู้คนที่เข้าไปแล้วรู้สึกสบาย ไม่ใช่เข้าไปแล้วทุกข์ หรือเจ็บหนักกลับมา” บางทีย่างก้าวและความเป็นไปของสถานพยาบาลแห่งใหม่ที่เป็นประหนึ่งการสานฝันภารกิจที่ยังไม่สำเร็จเมื่อครั้งอดีต อาจเป็นเครื่องพิสูจน์บทเรียนที่สำคัญยิ่งสำหรับอาทิตย์ อุไรรัตน์ ในห้วงเวลานับจากนี้

goto logo

Comments

comments