Home » ข่าว » ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับจีน และทรัมป์กับรัสเซีย

ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับจีน และทรัมป์กับรัสเซีย

คอลัมน์ “นอกหน้าต่าง” : ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับจีน และทรัมป์กับรัสเซีย
รัฐมนตรีต่างประเทศ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ของสหรัฐฯ (ซ้าย) เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ในวันอาทิตย์ (19 มี.ค.)

คอลัมน์ “นอกหน้าต่าง” : ระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง จนกระทั่งถึงเดือนแรกๆ ภายหลังจากเขาได้รับชัยชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ใครต่อใครมองว่า เขากำลังจะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีอยู่กับ 2 มหาอำนาจของโลกครั้งใหญ่ ด้วยการหันไปสนิทสนมญาติดีกับรัสเซีย และเผชิญหน้าเล่นงานจีน
       
       นักวิเคราะห์บางรายถึงขนาดเสนอทฤษฎีว่า ทรัมป์กำลังใช้แผนเหนือเมฆ โดยมุ่งสามัคคีกับมอสโกที่ถึงอย่างไรก็อ่อนแอลงมากภายหลังการแตกสลายของสหภาพโซเวียต เพื่อมาช่วยกันหรืออย่างน้อยก็อยู่เฉยไม่ไปจับมือกับจีน ในเวลาที่วอชิงตันปิดล้อมสกัดปักกิ่ง ที่กำลังทำท่าก้าวผงาดขึ้นเป็นอภิมหาอำนาจอย่างน่าเกรงขาม
       
       อย่างไรก็ดี หลังจากผ่านไปไม่กี่เดือน มาถึงเวลานี้อะไรๆ ดูกลับตาลปัตร เข้าทำนอง “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา”
       
       พวกเจ้าหน้าที่วังเครมลิน เป็นต้นว่า เซียร์เกย์ เรียบคอฟ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศรัสเซีย บ่นออกมาดังๆ เมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมอสโกกับวอชิงตัน กำลังอยู่ในสภาพเลวร้ายย่ำแย่ที่สุดในช่วงหลังสงครามเย็นทีเดียว
       
       เหตุผลสำคัญที่สุดประการหนึ่งย่อมได้แก่ การที่ทรัมป์และกลุ่มคนสนิทของเขายังไม่สามารถสลัดตัวให้หลุดพ้นจากข้อครหาที่ว่า ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยข่าวกรองแดนหมีขาว ซึ่งต้องการให้ทรัมป์ ไม่ใช่ฮิลลารี คลินตัน เป็นผู้ชนะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอเมริกัน
       
       มิหนำซ้ำบุคคลสำคัญในคณะบริหารทรัมป์ยังถูกไล่จิกตีเนื่องจากมีความสัมพันธ์อันชวนให้คลางแคลงใจกับฝ่ายรัสเซีย จนทำให้ ไมเคิล ฟลินน์ ถูกปลดออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ และรัฐมนตรียุติธรรม เจฟฟ์ เซชชันส์ ต้องประกาศยินยอมจะไม่เข้าเกี่ยวข้องกับการสอบสวนเรื่องรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งในอเมริกาของทางสำนักข่าวสอบสวนกลางสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) ที่เป็นหน่วยงานในสังกัดของกระทรวง
       
       ในทางตรงกันข้าม เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งในวันเสาร์ (18 มี.ค.) และอาทิตย์ (19) ที่ผ่านมา โดยจุดมุ่งหมายสำคัญประการหนึ่ง ได้แก่การเตรียมการสำหรับการประชุมซัมมิตครั้งแรกระหว่างทรัมป์ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งตอนแรกมีข่าวแพล็มออกมาว่าอาจจะมีขึ้นช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ ที่รีสอร์ตหรูส่วนตัวของทรัมป์ในรัฐฟลอริดา ทว่าจนถึงขณะนี้ยังคงไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ
       
       จับจ้องโฟกัสที่บทบาทท่าทีของทิลเทอร์สัน เราก็จะมองเห็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปในยุคของทรัมป์ จากที่ทำท่าว่าจะมีการเผชิญหน้ากัน กลับกลายเป็นว่าบัดนี้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันแล้วว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน และต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน
       
       ทิลเลอร์สัน อดีตผู้บริหารสูงสุดของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ เอ็กซ์ซอนโมบิลวัย 64 ผู้นี้ทำให้สื่อมวลชนได้ข่าวพาดหัวเมื่อกลางเดือนมกราคม ระหว่างที่เขาไปให้ปากคำเพื่อขอการรับรองให้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ เมื่อเขากล่าวว่า ต่อจากนี้ไปสหรัฐฯจะต้องไม่ยินยอมให้จีนเข้าไปยังเกาะเทียมต่างๆ ซึ่งแดนมังกรถมแนวปะการังสร้างขึ้นมาในทะเลจีนใต้
       
       ผู้สันทัดกรณีบอกว่า การสกัดกั้นจะทำได้จริงก็ต้องเอากำลังนาวีเข้าปิดล้อมสกัดกั้น แสนยานุภาพของกองทัพเรือสหรัฐฯนั้น มีเพียงพอเหลือเฟือที่จะปฏิบัติการดังกล่าว ทว่านั่นย่อมหมายถึงการประกาศสงครามกับจีน คณะบริหารทรัมป์กำลังตั้งใจคำรามข่มขู่ใส่ปักกิ่งอย่างดุเดือดถึงขนาดนี้เลยหรือ?
       
       แต่ถัดจากนั้นไม่นาน คณะบริหารทรัมป์ก็ส่งสัญญาณว่าไม่ได้ตั้งใจจะไปไกลอย่างนั้นหรอก มิหนำซ้ำทรัมป์ยังพูดคุยทางโทรศัพท์กับสี โดยที่เขากลับลำจากที่เคยระบุว่าอาจจะไม่ยึดถือในนโยบายจีนเดียว หันมายืนยันว่ารัฐบาลของเขายังคงเคารพในหลักการที่ปักกิ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดนี้ ทั้งนี้บุคคลผู้มีบทบาทในการโน้มน้าวประมุขทำเนียบขาวให้เปลี่ยนท่าทีในคราวนั้น ก็คือทิลเลอร์สัน
       
       ครั้นแล้วตอนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ก็มีรายงานว่า อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ หยาง เจียฉี ซึ่งปัจจุบันเลื่อนขึ้นเป็นมนตรีแห่งรัฐ (ตำแหน่งในคณะรัฐบาลจีนถือว่าเทียบเท่ารองนายกรัฐมนตรี) ผู้คุมงานด้านการต่างประเทศของแดนมังกร ได้เดินทางไปกรุงวอชิงตัน และได้เข้าพบหารือทั้งกับทิลเลอร์สัน และรองประธานาธิบดีไมก์ เพนซ์ กระทั่งตัวทรัมป์เองซึ่งกำหนดการแน่นมาก ก็ยังให้เขาเข้าพบทักทายกันที่ทำเนียบขาวอยู่ 5-6 นาที ทั้งนี้การไปวอชิงตันของหยางคราวนี้ ข่าวบอกว่าเพื่อเตรียมการเบื้องต้นสำหรับการประชุมซัมมิตระหว่างสีกับทรัมป์
       
       ยังไม่มีการเปิดเผยว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไรหรือไม่ ที่ทำให้การเดินทางมาเยือนปักกิ่งของทิลเลอร์สันคราวนี้ ไม่ได้มีการประกาศข่าวการจัดประชุมซัมมิตนี้ออกมา ทว่าหากพิจารณาจากเฉพาะบรรยากาศของการพบปะหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯกับเหล่าผู้นำจีนแล้ว ยังคงโดดเด่นในเรื่องการแสดงความเป็นมิตรมุ่งที่จะเพิ่มพูนความสัมพันธ์ระหว่างกัน
       
       ตามรายงานข่าวของทางการจีน ระหว่างที่ทิลเลอร์สันเข้าพบประธานาธิบดีสีเมื่อวันอาทิตย์ (19) สีกล่าวยกย่องทิลเลอร์สันว่าได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก จนกระทั่งสายสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯสามารถก้าวข้ามช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่นเพื่อเข้าสู่ยุคใหม่
       
       สีบอกด้วยว่าได้ติดต่อสื่อสารกับทรัมป์มาแล้วหลายครั้ง ทั้งด้วยการพูดคุยทางโทรศัพท์และการส่งสารส่งข้อความให้แก่กัน พร้อมกับระบุว่า “เราทั้งสองต่างเชื่อว่า นับแต่นี้ไปความร่วมมือกันระหว่างสหรัฐฯกับจีนคือทิศทางที่พวกเราทั้งคู่กำลังมุ่งหน้าไปให้ เราทั้งคู่กำลังคาดหวังถึงยุคใหม่เพื่อการพัฒนาที่สร้างสรรค์” รวมทั้งย้ำว่า “ผลประโยชน์ร่วมกันของจีนกับสหรัฐฯนั้น มีน้ำหนักมากมายเกินกว่าความแตกต่างกันที่มีอยู่ และความร่วมมือกันเป็นหนทางเลือกที่ถูกต้องเพียงหนทางเดียวเท่านั้นสำหรับพวกเราทั้งสอง”
       
       ขณะที่ทิลเลอร์สันกล่าวตอบว่า ทรัมป์กำลังเฝ้ารอการเพิ่มพูนความเข้าใจกับจีน และโอกาสที่จะได้มาเยือนในอนาคตข้างหน้า เขากล่าวว่าทรัมป์ให้คุณค่าอย่างสูงยิ่งแก่การติดต่อสื่อสารที่เกิดขึ้นมาแล้วระหว่างทรัมป์กับสี
       
       “เราทราบว่าด้วยการสนทนากันต่อไปอีก เราจะบรรลุความเข้าใจกันเพิ่มมากขึ้นซึ่งจะนำไปสู่สายสัมพันธ์ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และกำหนดน้ำเสียงสำหรับความสัมพันธ์แห่งความร่วมมือกันในอนาคตของเรา”

 

logo_astv_mgr

Comments

comments