Home » ข่าว » การเมือง » “มาร์ค” จี้เช็กภาษีทุกรัฐบาลด้วย ยันเคยสั่งสรรพากรเก็บภาษี “แม้ว” แต่ยุค “ปู” กลับให้ยุติ
“มาร์ค” จี้เช็กภาษีทุกรัฐบาลด้วย ยันเคยสั่งสรรพากรเก็บภาษี “แม้ว” แต่ยุค “ปู” กลับให้ยุติ

“มาร์ค” จี้เช็กภาษีทุกรัฐบาลด้วย ยันเคยสั่งสรรพากรเก็บภาษี “แม้ว” แต่ยุค “ปู” กลับให้ยุติ

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คาด สตง. สงสัยบัญชีทรัพย์สินนักการเมืองสอดคล้องการเสียภาษีหรือไม่ จึงสั่งกรมสรรพากรไล่สอบ เผย บางคนโดนเรียกไปแจงแล้ว ยันไม่มีปัญหา จี้ ทำให้เหมือนกันทุกรัฐบาล เผย สมัยเป็นนายกฯ สั่งรองปลัดคลังบี้เก็บภาษี “ทักษิณ” แล้ว แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลกลับยุติ เชื่อไม่กระทบปรองดอง แต่ขอทำตรงไปตรงมา
       
       วันนี้ (18 มี.ค.) ที่สถาบันพระปกเกล้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งกรมสรรพากรให้เรียกเก็บภาษีจากนักการเมือง 60 คน ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า การเสียภาษีเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ซึ่ง สตง. และกรมสรรพากรจะดำเนินการกับคนที่เขาเห็นว่ามีปัญหาการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ตนเข้าใจว่า กรณีที่ สตง. มาดำเนินการในส่วนของนักการเมืองนั้น น่าจะพิจารณาจากการที่นักการเมืองต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รวมถึงแบบการเสียภาษีด้วย
       
       นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ซึ่งที่ผ่านมา การตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คงตรวจสอบเฉพาะหลักฐานการเสียภาษีในปีนั้นๆ แต่ สตง. ไปพิจารณาว่า บัญชีทรัพย์สินกับจำนวนเงินในการเสียภาษีสอดคล้องกันหรือไม่ ซึ่งเมื่อเกิดข้อสงสัย เขาจึงส่งให้กรมสรรพากรตรวจสอบ ทั้งนี้ ตนทราบว่ามีนักการเมืองบางคนถูกเชิญให้ไปชี้แจงแล้ว ส่วนตัวไม่มีปัญหาอะไร และคิดว่าทุกคนต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง รวมถึงต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและแบบการเสียภาษีอยู่แล้ว แต่ถ้าพบว่าของใครกระทำไม่ถูกต้อง กรมสรรพากรสามารถดำเนินการตามขั้นตอน
       
       เมื่อถามว่า สตง. อ้างว่า อดีตรัฐมนตรีบางคนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหลังพ้นจากตำแหน่งแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องไปดูว่าเป็นการเสียภาษีเงินได้หรือไม่ ตนคิดว่าจะพิจารณาจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในช่วงก่อนและหลังยื่นบัญชีฯ เท่านั้นไม่ได้ เพราะทรัพย์สินที่ถือครอง เช่น ที่ดิน เป็นต้น สามารถเปลี่ยนแปลงมูลค่าเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา ขณะที่จำนวนทรัพย์สินนั้นมีเท่าเดิม จึงตีความว่านั่นเป็นรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นไม่ได้ ดังนั้น ต้องแยกแยะกัน ถ้าเป็นเรื่องของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นแล้วไม่สอดคล้องกับการเสียภาษีเงินได้ ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนตรงนั้น
       
       เมื่อถามที่ว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุจะนำกรณีการเรียกเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการเก็บภาษีของคนอื่นๆ ด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเก็บภาษีต้องทำให้เหมือนกันต่อทุกอาชีพและทุกรัฐบาลด้วย ส่วนเจตนาของ สตง. ที่ตรวจสอบเรื่องภาษีของนักการเมืองในช่วงนี้นั้น เมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้ว ก็เคยมีข้อเสนอในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเสียภาษีและการทุจริตคอร์รัปชันว่าควรตรวจสอบการเสียภาษีให้เข้มข้นขึ้นโดยต้องดูว่า สอดคล้องกับทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วย
       
       นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการเก็บภาษีซื้อขายหุ้น บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น ของนายทักษิณ ว่า เรื่องนี้ชัดเจนว่ามีปัญหา เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้วว่า ธุรกรรมของการรับหุ้นมาในราคาต่ำกว่าที่ขายในตลาดหลักทรัพย์แล้วทำกำไรต่อไปนั้น ต้องเสียภาษี ต่อมามีปัญหาการไม่เสียภาษี เพราะชื่อเจ้าของหุ้น 2 ราย ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง จึงต้องไปเก็บภาษีจากเจ้าของตัวจริง ในช่วงรัฐบาลของตน น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลังขณะนั้น ได้สั่งการให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากเจ้าของที่แท้จริง แต่ต่อมาในปี 2555 ที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ กรมสรรพากรในช่วงนั้นได้ยุติการเรียกเก็บโดยอ้างว่าเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นคนละธุรกรรมกับสิ่งที่อยู่ในคำวินิจฉัยของศาล ดังนั้น การยุติเรื่องตั้งแต่ปี 2555 ได้สร้างปัญหามาจนถึงทุกวันนี้
       
       เมื่อถามว่า การเก็บภาษีจากนักการเมือง 60 คน และกรณีของ นายทักษิณ จะส่งผลกระทบต่อการสร้างความปรองดองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีผลกระทบต่อกัน ทุกคนต้องทำตามกฎหมาย อย่ามาอ้างว่ากำลังสร้างความปรองดองแล้ว ถ้าใครทำผิดก็ไม่ต้องรับผิด ใครมีความรับผิดชอบใดๆ ทางกฎหมายหรือทางภาษี ก็ต้องดำเนินการกันไป ขอให้ทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการละเว้นหรือกลั่นแกล้งกัน

 

logo_astv_mgr

Comments

comments